วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

5 ลีลาเซ็กซ์เอ็กซ์ในที่แคบ

1.รถยนต์ สถานที่สุดคลาสสิกตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่ สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ลืมตำแหน่งของการมีเซ็กซ์บนรถที่ดีที่สุดคือ การใช้ท่าเบสิก โดยฝ่ายหญิงอยู่ด้านบน แล้วให้ฝ่ายชายเอนเบาะนั่งลงไปให้สุด จากนั้นคุณก็เริ่มลงมือเปลี่ยนรถยนต์คู่ใจของเขา ให้กลายเป็นสนามรักสำหรับคุณทั้งคู่ในค่ำคืนนี้
Tip : ถ้าเบาะนั่งรถเป็นหนังให้หาผ้ามาปูรองเสียก่อน ไม่เช่นนั้นผิวหนังที่ต้องเสียดสีกับเบาะ อาจจะทำลายอารมณ์รักของคุณทั้งสองได้

2.ตู้เสื้อผ้า หลับตานึกถึงสภาพตู้แคบๆ ที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าจำนวนมาก ลองจูงมือพาคนรักของคุณเปลี่ยนบรรยากาศจากเตียงนอนนุ่มๆ เดินเข้าตู้เสื้อผ้าที่ทั้งแคบและมืด เพื่อช่วยเร้าอารมณ์ความตื่นเต้นในตัวเขา จากนั้นปล่อยให้เขาเป็นผู้ลงมือวาดลวดลายลีลารักอันเร่าร้อน ด้วยการสอดใส่อาวุธรักเข้าที่ด้านหลังของคุณอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนคุณรู้สึกเหมือนอยู่ในสวรรค์น้อยๆ เลยทีเดียว
Tip : สามารถใช้อุปกรณ์เสริมอย่างเช่น ผ้าปิดตา เพื่อเร้าอารมณ์ความตื่นเต้นของเขาให้เพิ่มมากขึ้น

3.เต็นท์ สุดยอดสถานที่ร่วมรักแบบเอาต์ดอร์สำหรับการมีเซ็กซ์กลางแจ้ง เหมาะกับคู่รักที่ชอบความตื่นเต้น ท้าท้าย โดยนอนตะแคงข้างให้เขาอยู่ด้านหลังของคุณ จากนั้นค่อยๆ ดันบั้นท้ายของคุณเข้าหาอาวุธรักของเขา และปล่อยให้มือของเขาสัมผัสกับหน้าอกของคุณ ในขณะที่มือของคุณก็ดันสะโพกเขาด้วยอย่างช้าๆ
Tip : ระวังอย่าให้เสียงร้องของคุณทั้งคู่ ดังเล็ดลอดออกนอกเต็นท์ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่คุณทั้งคู่ได้ถึงเส้นชัย

4.ห้องน้ำ เพราะอารมณ์ที่กำลังเร่าร้อน อาจจะต้องใช้น้ำ เพื่อช่วยลดดีกรีความร้อนแรงลงบ้าง ให้ฝ่ายชายอุ้มฝ่ายหญิงไว้ข้างหน้า โดยยืนพิงติดกำแพง จากนั้นให้คุณโอบกอดรัดตัวเขาไว้อย่างแนบแน่น ในระหว่างที่อาวุธรักของเขาเริ่มโหมโรง อย่าลืมใช้มือค่อยๆ สัมผัสลูบไล้ปลุกประสาทให้เขารู้สึกสุขสมจนล้นทะลัก
Tip : เนื้อที่อันคับแคบ และเสียงคนที่อยู่นอกห้องน้ำจะช่วยสร้างความตื่นเต้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

5.ลิฟต์ในออฟฟิศ ช่วงเวลาหลัง 2 ทุ่มที่คุณต้องเหนื่อยกับการสะสางงานที่ค้างคา หากคืนนั้นชายหนุ่มที่คุณหมายตาบังเอิญได้ยืนสบตากันอยู่ในลิฟต์ที่สูงกว่า 20 ชั้น เพียง 2 คน อาจทำให้คุณเกิดความรู้สึกเร่าร้อนชนิดที่ไม่สามารถยับยั้งได้ จนคุณทั้งคู่พร้อมจะกระโจนเข้าหากันในทันที แต่ก่อนอื่นให้หาอะไรสักอย่างปิดเลนส์กล้องวงจรปิดไว้ซะก่อน และทางที่ดีคุณควรใช้วิธีออรัลเซ็กซ์กระตุ้นความสุขสมให้เขารู้สึกเสียวซ่านแบบสุดๆ ก่อนที่จะเริ่มบรรเลงเพลงรัก
Tip : กดลิฟต์ขึ้นไปชั้นที่สูงที่สุด แต่มีข้อแม้คือ คุณกับเขาจะต้องทำให้เสร็จก่อนลิฟต์เปิด วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความตื่นเต้นปนเสียวให้กับคุณ

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ออโรรา (Aurora)

ออโรรา (Aurora) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีแสงเรืองบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน มักจะขึ้นในบริเวณแถบขั้วโลก โดยจะเรียกว่าแสงเหนือ หรือ แสงใต้

ช็อคโกแลต

ช็อคโกแลต มีสารฟลาโวนอยด์ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดี และช่วยฟื้นฟูการทำงานอของสมองให้ดีขึ้นด้วย

คุกกี้

คำว่าคุกกี้ (cookie) ใช้กันในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในขณะที่สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) จะเรียกขนมแบบเดียวกันนี้ว่า บิสกิต (biscuit)

อั้งยี่

อั้งยี่ สมาคมลับของคนจีนในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มชาวจีนด้วยกัน ต่อมาได้ก่อปัญหารุนแรงจนทางการใช้อำนาจจัดการขั้นเด็ดขาด

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

10 คำถามสัมภาษณ์งานสุดโหด

10 คำถามสัมภาษณ์งานสุดโหด

1.ไหนลองเล่าถึงตัวเองหน่อยสิ
คำถามนี้ไม่ต้องการคำตอบว่าคุณชอบสีอะไร ชอบทานอะไรเป็นชีวิตจิตใจหรอกนะคะ แต่มันหมายถึงว่า “คุณเป็นคนลักษณะไหน เหมาะกับงานนี้เพียงไร” นับว่าเป็นโอกาสทองที่คุณควรจะพูดถึงบุคลิก ชีวิต และคุณสมบัติที่เกี่ยวกับงานเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะไปสมัครงานในร้านหนังสือ แล้วคุณก็จบด้านสังคมศาสตร์ คุณอาจตอบคำถามนี้ว่า “ดิฉันชอบอ่านวรรณกรรม และความรู้ที่เรียนมา ก็ทำให้ดิฮฉันรู้จักเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงในสังคมทั้งในยุคก่อนและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แม้ดิฉันจะเป็นหนอนหนังสืออยู่บ้างแต่ก็มีอัธยาศัยดีและชอบพบปะผู้คนค่ะ”

2.ทำไมคุณถึงอยากออกจากงานที่ทำอยู่
ข้อนี้ขอบอกว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำงานที่คุณทำอยู่ในเรื่องใดๆทั้งสิ้น อย่าพูดอะไรที่เป็นการทำร้ายตัวคุณเอง ฉะนั้นคุณควรพูดแต่งานที่ผ่านมาในแง่ดี และบอกว่าเหตุผลที่ต้องออกก็เพราะว่างานใหม่นี้เป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่จะนำคุณไปสู่เป้าหมายในอนาคตในการเรียนรู้งานใหม่ๆ หรือคุณต้องการมุ่งไปสู่งานที่ท้าทายมากขึ้น

3.คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรเพื่อบริษัทได้บ้าง (ในขณะที่คนอื่นเค้าทำไม่ได้)
มาถึงตอนนี้ คุณก็พรีเซนต์ตัวเองอย่างสร้างสรรค์ และให้คำตอบในแง่ของการทำประโยชน์ให้บริษัท ลูกค้า และพนักงานอื่นๆด้วยคำตอบที่ว่า “ดิฉันสามารถเสนอไอเดียใหม่ๆ มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาภาพพจน์ของบริษัท และเพิ่มศักยภาพของแผนกต้อนรับด้วยการใช้ความสามารถในการสื่อสารสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ค่ะ”

4.ข้อเสียที่เห็นได้ชัดของคุณคืออะไร
คำถามนี้มักเป็นการบอกให้คุณรู้นัยๆว่า คุณกำลังมีข้อบกพร่องเฉพาะที่จำเป็นต่องานนี้ แต่คุณก็สามารถแก้ต่างโดยให้เขาไม่มีข้อสงสัยในตัวอีกต่อไปว่า “แม้จะไม่มีประสบการณ์ทางด้านงานนี้โดยตรง แต่ดิฉันก็เป็นคนเรียนรู้เร็วค่ะ” หรือจะตอบคำถามนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองว่า “ฉันทำงานบนโต๊ะรกๆไม่ค่อยได้ค่ะ และก็ชอบทำทุกอย่างให้สำเร็จไปด้วยความเพอร์เฟ็คเสมอ” เท่านี้ก็ฟังดูดีแล้ว

5.คุณมีปฏิกริยาอย่างไรต่อคำวิพากษ์วิจารณ์
วิธีการตอบที่ดีมักต้องเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพเสมอ การตอบแบบนามธรรมจะทำให้คุณดูไม่มีเหตุผลเพียงพอ รีบยกตัวอย่างในความผิดที่คุณเคยทำแล้วรีบเสริมว่าคุณได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ที่ผิดพลาดนั้นๆ เช่น คุณเคยถูกตำหนิจากเจ้านาย ที่เปลี่ยนประโยคคำพูดเธอในจดหมายโดยไม่ได้รับคำสั่ง และนั่นก็ทำให้คุณคิดได้ว่า

1.การใช้ความคิดริเริ่ม อาจไม่เหมาะในบางโอกาส
2.ถ้าหัวหน้ามอบหมายงานอะไรให้ หน้าที่ของเราคือต้องทำตามคำสั่ง
3.บางครั้งควรขอคำแนะนำก่อนทำอะไรเอง
สุดท้ายสรุปด้วยประโยคกินใจว่า “ดิฉันคิดว่า การวิจารณ์เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ ที่จะช่วยพัฒนา ศักยภาพในการทำงานของดิฉัน”

6.คุณจะว่าอย่างไรถ้าต้องทำงานล่วงเวลา
อย่าพึ่งสลัดการทำงานนั้น เพราะคิดว่าเราจะต้องทำงานหนักเกินไป วิธีที่จะตอบคำถามนี้ให้ดี คือถามให้แน่ใจก่อนตอบ เช่น

1.ต้องทำงานล่วงเวลามากเท่าไร ถึงจะประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงานนี้ได้
2.มีการจ่ายค่าล่วงเวลาหรือไม่
อย่างไรก็ควรตอบรับแบบไม่ผูกมัดไปก่อนว่า “ดิฉันพร้อมจะทำงานนอกเวลาค่ะ เพื่อให้งานสำเร็จลุ ล่วง” ซึ่งพอได้รับเลือกเข้าทำงานแล้ว คุณอาจต่อรองใหม่ได้เช่น อาจจะเสนอเอางานกลับไปทำที่บ้าน หรือมาทำงานเช้ากว่าปกติเป็นต้น แต่ถ้าคุณแน่ใจว่า ไม่พร้อมจะถวายชีวิตให้กับงาน คงต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนไปเลยว่า “ดิฉันไม่เกี่ยงเรื่องทำงานล่วงเวลาหรอกค่ะ แต่ก็เชื่อมั่นว่า การเดินทางสายกลางนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาคุณภาพงานให้ดีได้อย่างคงเส้นคงวา”

7.คุณอยากไปถึงจุดไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า
แน่นอนบริษัททุกบริษัทย่อมอยากได้คนที่มีความทะเยอทะยาน เพื่อไปสู่เป้าหมายในแนวเดียวกับบริษัท เพื่อที่จะพัฒนางานของบริษัทด้วยเช่นเดียวกัน หากคุณตอบว่าอยากทำงานไปวันๆ บริษัทก็คงไม่ยอมลงทุนเลือกคุณเข้ามาทำงานเป็นแน่ ในทางกลับกัน หากคุณต้องไปทำงานกับบริษัทที่มีความจำกัดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า คุณก็ควรตอบด้วนการปรับคำตอบให้ฟังดูไม่เป็นการฟังดูเหนือหรือด้อยกว่าความสามารถหรือตัวงาน โดยพูดว่า “ดิฉันหวังว่างานนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ดิฉันได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จในสายอาชีพ” และอย่าพูดเด็ดขาดว่า วางแผนจะไปยุโรปในปีหน้า หรืออยากไปเป็นตลกอย่างโน้ต อุดมในเร็วๆวัน เพราะนั่นจะเป็นการแสดงถึงความไม่ตั้งใจจริงของคุณในหน้าที่การงานนี้

8.อะไรที่ทำให้คุณอยากทำงานที่นี่
คุณควรแสดงตัวว่าคุณศึกษาเรื่องราวของตัวบริษัทมาบ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่าบริษัททำอะไร มีจุดเด่นตรงไหน (บุคลากรเด่น คุณภาพงานดี สาธารณประโยชน์เยี่ยม) และตลาดเป้าหมายของบริษัทคืออะไร แต่ถ้าคุณไม่มีข้อมูลอะไรเลย ก็ลองตอบด้วยประโยคนี้ว่า “ดิฉันมีความสนใจในตัวงาน (ไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับอะไร) และรู้สึกว่าบริษัทได้เปิดโอกาสให้ดิฉันได้พัฒนาในสายงานนี้ค่ะ”

9.คุณคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่
ในการประกาศรับสมัครงานบางแห่ง จะระบุเงินเดือนไว้อย่างชัดเจน แต่ถ้าจนจะจบการสัมภาษณ์แล้ว ยังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องเงินเดือนเลย แสดงว่าคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกต้อนให้จนมุม คุณต้องมั่นใจในความสามารถของตนเอง และลองสืบดูว่าคนอื่นๆที่มีความสามารถคล้ายกันได้เงินเดือนเท่าไหร่ในสายงานนี้ แล้วเสนอเป็นระดับช่วงเงินเดือนจะดีกว่าระบุเป็นตัวเลขตายตัว เพราะจะทำให้คุณสามารถต่อรองเงินเดือนจากความสามารถเฉพาะตัวของคุณได้ ระวัง อย่าต่อรองเงินเดือนด้วยวิธีที่ไร้ไหวพริบ หรือไม่ประนีประนอมโดยเด็ดขาด ถ้าข้อเสนอที่ได้รับตรงกับความต้องการของคุณให้รีบตกลงรับทันที แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้ตอบว่า “ตกลง” ในแง่ของหลักการ แล้วขอเวลากลับมาคิด 2-3วัน ถ้าคุณตกลงรับข้อเสนอเป็นจำนวนเงินแน่นอนแล้ว ไม่ควรเปลี่ยนข้อตกลงใหม่ เพราะจะเป็นการชี้ให้เห็นถึงความโลเลไม่มั่นคง หากต้องก้าวไปสู่อีกสายงานหนึ่งที่ต่างกันอย่างมากมาย คุณก็จำเป็นที่จะต้องยอมรับในเงินเดือนขั้นต่ำแล้วค่อยเริ่มไต่เต้าใหม่

10.คำถามสุดท้ายคุณมีอะไรจะถามไหม
ตัดคำตอบที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณเป็นคนไม่ฉลาดเอาเสียเลย ไม่ตั้งใจฟัง หรือไม่ก็ไม่ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทมาเลย ฉะนั้นเพื่อให้เจ้านายเห็นว่าคุณเป็นคนใฝ่รู้ลองใช้คำถามนี้ดู

1.ตำแหน่งของดิฉันอยู่ในตำแหน่งใดในโครงสร้างของบริษัท
2.เวลาทำงานปกติคือเวลาใด
3.กรุณาบอกคร่าวๆถึงเป้าหมายของบริษัท
4.มีโอกาสเลื่อนขั้นในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือไม่

26 F ทำงานมีประสิทธิภาพ

Friendly = เป็นมิตร
ทำงานที่ใดก็ตาม หากเป็นมิตรกับผู้คนรอบตัวมีแต่ได้มากกว่าเสีย ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไร นาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือบุคคลภายนอก เพราะนี่คือบันไดของการทำความคุ้นเคย รู้จัก และเปิดใจให้กัน แล้วยังทำให้บรรยากาศไม่ตึงเครียด ช่วยสร้างความสัมพัธ์ที่ดีในการทำงาน

2 Feeling = สร้างความรู้สึกที่ดี
ความรู้สึกที่ดี ๆ เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งช่วยให้เกิดความผูกพันและความชอบพอรักใคร่ เป็นความเอื้ออาทรต่อกัน เช่น เขางานมากก็ช่วยกันทำ เขามีทุกข์เราก็ปลอบ เขาทำผิดพลาดก็ให้กำลังใจ เพราะคนเราอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจจากสิ่งที่คิดวท่าทำดี หรือเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันจนทำตัวไม่ถูก งานการจึงอาจไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้ามีคนรู้สึกดี ๆ กับเขาบ้าง เขาอาจยืนหยัดสู้กับชีวิตหรืองานต่อไป

3 Frank = เปิดเผย ตรงไปตรงมา
การทำงานที่ดีต้องยึดหลักประจำใจ คือ ไม่หน้าไหว้หลังหลอก หรือทำตัวมีลับลมคมใน การทำงานแบบโปร่งใส ตรงไปตรงมาจึงเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของใครต่อใคร

4 Fondly = ทำงานด้วยใจรัก และอยู่กับเพื่อนร่วมงานด้วยความรักความรู้สึกแบบนี้ถ้ามีต่องานจะทำให้ทำงานแบบอยากทำ ไม่ใช่ต้องทำ เป็นการทำงานด้วยความรัก เช่น รักงานขาย ทำให้ชอบการออกไปพบปะผู้คนเพื่อบริการลูกค้าเก่า และแสวงหาลูกค้าใหม่ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ แล้วพยายามมุ่งมั่นให้ได้ยอดตามเป้าหมาย หรือหากรักงานวิจัยก็อยากวิจัยสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น การทำงานด้วยความรักและมีความรักต่อเพื่อนร่วมงาน จึงทำงานอย่างเป็นสุข และมีประสิทธิภาพ

5 Forgiving = ให้อภัย
การให้อภัยมีแต่ทำให้จิตใจไม่ขุ่นมัว เนื่องจากหน่วยงานแต่ละแห่งอาจมีทั้งคนถูกใจหรือไม่ถูกใจ มีคนชอบหรือไม่ชอบบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราเอาแต่น้อยใจ เสียใจ หรือคุมแค้น คนที่ขาดทุนที่สุดคือเรานั่นเอง ซึ่งจะบั่นทอนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การให้อภัยจึงเป็นยาสมานใจให้เราเป็นสุขขึ้น

6 Flexible = ยืดหยุ่นผ่อนปรน
แม้งานจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่จะต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ เงินทอง เป็นต้น แต่บางครั้งการเข้มงวดเกินไปอาจทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ การคิดได้คิดถูก คิดด้วยปัญญาจึงช่วยให้ผ่อนปรนกันได้ หากไม่ทำให้องค์กรเสียหาย เช่น อาจส่งใบเบิกเงินเข้าไปเกินเวลากำหนดบ้าง ก็ไม่ควรยึดกฎเกณฑ์แบบเคร่งครัดเกินไป จนทำให้ขาดมิตรได้

7 Foster = ส่งเสริม
การมีใจต่อกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะช่วยให้เพื่อนร่วมงาน นาย ลูกน้องดีขึ้นได้ก็น่าจะทำไป นี่คือการลงทุน สร้างมิตร และได้เพื่อนร่วมงานที่มองเราในแง่ดี การส่งเสริมนี้อาจทำด้วยคำพูด วาจา ท่าทาง และการช่วยด้านการทำงาน โดยเฉพาะนายควรส่งเสริมลูกน้อง และลูกน้องควรส่งเสริมนาย ด้วยการพูดถึงนายในแง่ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

8 Fact = ข้อเท็จจริงงานจะดีมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของข้อมูล เป็นการรู้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ เพ่อให้งานมีความผิดพลาดน้อยที่สุด ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ข่าวสารใหม่ ๆ เพื่อกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดแก่องค์กร ดังนั้น หัวหน้างานจึงควรคิดเสมอว่าต้องได้ข้อเท็จจริงของข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ โดยเฉพาะความสามารถของลูกน้องแต่ละคนในด้านต่าง ๆ ต้องระมัดระวังในการมอบหมายงานตามข้อเท็จจริง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร

9 Forward = ไม่ย่ำเท้าอยู่กับที่
ทำงานต้องกระตือรือร้นที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ทำงานแบบอยู่ไปวัน ๆ เพราะเรื่องของวันนี้อาจใช้ไม่ได้ในวันพรุ่งนี้วันนี้จึงต้องดีกว่าวันวาน การทำงานให้ก้าวหน้าจึงเป็นเรื่องที่ต้องใฝ่รู้ รู้รอบ รอบคอบ รับผิดชอบ มีแผนระยะสั้น และระยะยาวในการทำงานให้ดีกว่าเดิม

10 Firm = มั่นคง
ต้องมั่นคงด้วยความรู้ ความคิด ความมุ่งมั่น องค์กรใดมีความมั่นคง มีศักยภาพ จะทำให้ผู้บริหารจนถึงพนักงานเกิดความวางใจที่จะทุ่มใจทุ่มกายทำงานต่อไป ส่วนองค์กรที่ไม่มั่นคงขาดเสถีรยรภาพ พนักงานจะหมดกำลังใจ

11 Foresee = เห็นการณ์ไกล
เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าควรทำธุรกิจหรือปรับปรุงการงานในด้านใด โดยไม่ละเลยสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจทำให้ธุรกิจหรือการงานเสื่อมถอย หรือล้าหลัง เช่น ประเทศไทยจะเน้นแต่สินค้าดั้งเดิมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการตามโลกาภิวัฒน์ เพื่อขยายตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ หรือข้าราชการบางแห่งต้องลดจำนวนลง เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและใช้คนอย่างมีคุณค่าหรือสินค้าและบริการต้องพัฒนาให้ทันกับ Nano Technology
ที่ในอนาคตทุกอย่างจะเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูง

12 Fit = ความเหมาะสม
ความเหมาะสมเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทำงาน เป็นความเหมาะสมในด้านการแต่งกาย วาจา ท่าทางและการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ในการทำงานจะต้องปฏิบัติต่อทุกระดับอย่างเหมาะสมตามตำแหน่งของแต่ละคน โดยไม่ยกตนข่มท่าน หรือทำตัวเหนือกว่าใคร หรือก้าวก่ายการงานของผู้อื่น ขณะเดียวกัน ไม่ควรทำตัวต่ำต้อยจนกลายเป็นคนหมดความหมาย

13 Forceful = มีพลัง
พลังของแต่ละคนย่อมจะต่างกัน บางคนมีพลังในการทำงานสูงไม่พอ ยังสามารถโน้มน้าวจิตใจให้คนทำงานด้วยอย่างเต็มอกเต็มใจ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนหนึ่งที่มีพลังในด้านความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์การทำงานสูง คำพูดของนายกรัฐมนตรีก็มีพลังทำให้ฟังแล้วน่าเชื่อถือ อาทิเช่น ไก่ประเทศไทยไม่ใช่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ โดยมีน้ำเสียงที่ดูน่าเชื่อถือ ถ้าหัวหน้าองค์กรใดก็ตาม มีพลังในการทำงานอย่างดี องค์กรคงก้าวหน้าได้ไม่ยาก

14 Facilitating = ทำให้สะดวกราบรื่นขึ้น
องค์กรที่มีบรรยากาศการทำงานที่เป็นไปอย่างสะดวกสบายย่อมจะทำให้พนักงานอยากทำงานได้อย่างราบรื่นหรือมีประสิทธิภาพ แต่ในหลายแห่งมีปัญหาที่ทำให้ยุ่งยากขึ้น เช่น คุณเนื้อทองเล่าว่าในหน่วยงานของเธอ พอเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ก็มีการวางระเบียบขั้นตอนการทำงานยุ่งยากกว่าเดิม เวลาขออนุมัติอะไร หัวหน้าจะดูว่าเป็นพวกของเขาหรือไม่ หากต่างพวกจะดึงเรื่องหรือกลั่นแกล้งทำให้คุณเนื้อทองหมดกำลังใจ งานจะง่ายหรือยากจึงขึ้นอยู่กับหัวหน้าที่จะสร้างบรรยากาศการทำงานให้สะดวกมากน้อยแค่ไหน

15 Functional = ทำได้จริง มีประโยชน์
กิจการทุกอย่างต้องเกิดประโยชน์จริง เป็นไปได้จริง สามารถทำให้เกิดผลงานและได้ผล รวมทั้งต้องให้ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นจิตสำนึกที่ทุกคนควรมี การกำหนดสิทธิหน้าที่ของแต่ละคนเป็นส่วนสำคัญในการทำงาน หากทุกคนทำงานอย่างเหมาะสมตามหน้าที่ของตน ก็ไม่เป็นการยากที่องค์กรจะเจริญขึ้น

16 Feasible = เป็นไปได้
เป็นเรื่องที่ทั้งนายหรือลูกน้องช่วยกันทำให้งานหรือโครงการเป็นจริง ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่หรือไม่ใช่หน้าที่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำ เป็นน้ำใจที่ทำเพื่อองค์กรให้ได้ผลดีที่สุด เช่น คุณพัตรเป็นหัวหน้าที่คิดเสมอว่า งานราชการค่อนข้างจะมีขั้นตอนมากจนล่าช้า เธอจึงวางระบบใหม่เพื่องานที่เสียเวลามากจะได้รวดเร็วขึ้น โดยพยายามหาจุดที่เป็นอุปสรรคและพยายามแก้ไข เธอเชื่อว่าระบบราชการทำงานมีประสิทธิภาพเหมือนเอกชนได้ ถ้าหัวหน้ารู้จักปรับปรุง ลูกน้องรู้จักคิดใหม่ ทำใหม่ และทำให้ได้ ไม่ใช่ทำแบบเช้าชามเย็นชาม จนประชาชนรำคาญ เป็นต้น

17 Fast = รวดเร็ว
เป็นความรวดเร็วเพื่องานจะได้ไม่ล่าช้าเกินกว่าเหตุ ผู้บริหารจึงต้องดูว่าขั้นตอนทำงานใดมีอุปสรรคและทำให้งานเสียหาย หรือไม่ได้ดีเท่าที่ควร ก็ต้องขจัดให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูปแบบการทำงานหรือการปรับปรุงพนักงาน รวมทั้งไม่ลืมว่าการทำงานอย่างรวดเร็ว ต้องมีคุณภาพ โดยไม่ทำงานแบบหละหลวม
จนผลของงานออกมาไม่ดี การทำงานอย่างรวดเร็วต้องเข้าใจเป้าหมายวิธีการ และระยะเวลาที่จำเป็นต้องทำงานให้เสร็จ

18 Fight = มีกำลังใจ ไม่ย่อท้อ
กำลังใจที่สำคัญที่สุด คือสู้กับใจของตัวเอง ที่จะทำงานโดยไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขวางหน้าแค่ไหน มีนักธุรกิจไม่น้อยที่แม้ธุรกิจจะล้มเหลวก็ลุกขึ้นมาสู้จนประสบความสำเร็จโดยเฉพาะคนเป็นหัวหน้าต้องไม่ย่อท้อ ลูกน้องจะได้มีกำลังใจที่จะฝ่าฟันทุกอย่างที่ขาวงหน้า เพื่องานจะได้สำเร็จตามตั้งใจ

19 Fair = ยุติธรรม
ถ้าทำงานแล้วได้รับเความเป็นธรรม ไม่ว่าในด้านเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือด้านใดก็ตาม ทุกคนจะทุ่มใจทำงานให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะหัวหน้าที่มีไมตรีจิต เพราะแสดงว่าหัวหน้าหรือองค์กรนั้น ยึดความเป็นธรรมเป็นหลัก ไม่ใช่พวกเป็นหลัก

20 Focus = จุดเน้น
จะทำงานให้มีประสิทธิภาพจะต้องรู้ว่ามีจุดเน้นและจุดร่วมในเรื่องใด ส่วนมากเป็นการเน้นการทำงานตามเป้าหมายขององค์กร เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น เน้นบริการให้ลูกค้าประทับใจ และลูกค้าต้องเป็นใหญ่ หากพนักงานทุกคนเข้าใจตรงกัน งานย่อมจะไปได้ดีตามที่ต้องการ

21 Follow = ติดตาม
การทำงานจะต้องมีการติดตามงานเป็นระยะ เพื่อดูความก้าวหน้าของงาน แต่ไม่ควรติดตามงานถี่เกินไป เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความเครียดได้ ขณะเดียวกัน ไม่ควรปล่อยปละละเลยโดยไม่ติดตามงาน งานอาจเสียหายได้

22 Feedback = การป้อนกลับ
การป้อนกลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้ว่า การสื่อสารที่ออกไป ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้รับข่าวสารเข้าใจสิ่งที่ส่งออกไปหรือไม่ เพียงใด อย่างน้อยผู้ส่งข่าวสารจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตนอยากให้ปฏิบัตินั้นทำได้มากน้อยเพียงไร และต้องคอยแก้ไขอะไรบ้าง เพื่องานจะได้มีประสิทธิภาพ

23 Faith = ศรัทธา
ศรัทธาต่อความคิดหรือศรัทธาต่อการกระทำ โดยเฉพาะหากศรัทธาหัวหน้าหรือองค์กรจะทำให้ลูกน้องทำงานอย่างเต็มอกเต็มใจ อย่างไรก็ตาม ความเลื่อมใสศรัทธาจะทำงานกันง่ายขึ้น และการสร้างศรัทธาก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความดี ความสามารถ คุณธรรมเป็นหลัก

24 Flair = มีศิลปะ มีรสนิยม
ศิลปะการทำงานเป็นความสามารถเฉพาะตัว เป็นรสนิยมที่ลอกเลียนแบบกันได้ยาก เช่น บางคนรู้จักพูด รู้จักทำ ก็จะมีคนทำงานด้วยอย่างเต็มอกเต็มใจ ขณะที่บางคนมีแบบหรือรสนิยมการทำงานที่ไม่เข้มงวด แต่ผลงานต้องดีเช่นกัน เป็นเรื่องการใช้สติปัญญาในการมองเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ที่อาจเสียหายหรืออาจไม่เสียหาย และหาแบบการทำงานให้ถูกต้องเหมาะสม ศิลปะการทำงานจึงขึ้นอยู่กับความรอบรู้ ใฝ่รู้ ประสบการณ์ และข้อมูลที่พอเพียง และมีการตัดสินใจ
ที่ถูกต้องเหมาะสมตามสภาวการณ์เพื่องานจะได้ก้าวหน้า

25 Flawless = ไม่ผิดพลาด
งานจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย โดยเฉพาะนายหวังจะให้ลูกน้องทำงานอย่างราบรื่นไม่มีข้อบกพร่องให้รำคาญใจ อย่างไรก็ตาม คนทำงานทุกคน ไม่ว่าระดับใด ต้องทำงานอย่างไม่มีข้อผิดพลาด เพื่อองค์กรจะได้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ

26 Face = เผชิญปัญหา อุปสรรค
องค์กรใดก็ตามมีคนทำงานแบบมุ่งมั่นตั้งใจ โดยไมหวาดหวั่นต่ออุปสรรค องค์กรนั้นย่อมประสบความสำเร็จสูง เพราะทุกคนกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรค หรือสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไร การกล้าทำเพื่อให้งานได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นตามเป้าหมาย

นำเสนอโดย คุณรสริน อ่อนน้อม

จากหนังสือ "คิดอย่างผู้นำและผู้ตาม โดย อ.สุพัตรา สุภาพ

6P เพื่อความสำเร็จในการทำงาน

6P เพื่อความสำเร็จในการทำงาน

1. P-Positive Thinking
คือ การมีทัศนคติที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ไม่คิดในทางลบ เช่น หากเจอปัญหาในการทำงาน แทนที่จะนั่งกลุ้มใจคิดว่าคราวนี้ต้องแย่แน่ ก็ให้มองว่า นี่เป็นหนทางหนี่งที่จะฝึกฝนให้เราเก่งกล้ามากยิ่งขึ้น

2. P-Peaceful Mind
คือ การมีจิตใจที่สงบ เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “จงใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” หรือเปล่าคะ คำพูดนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว เวลาเกิดปัญหาขึ้น เราอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปกับปัญหานั้น การมีจิตใจที่สงบ มีสมาธิ จะทำให้เราเกิดปัญญาในการคิดหาวิธีแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วยนะครับ

3. P-Patient
คือ การมีความอดทน คาถาข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อที่แล้วนะครับ เพราะการที่เราจะมีจิตที่สงบได้ เราต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ระงับอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆ หากสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เราก็ต้องอดทนรอคอยให้ถึงช่วงเวลาของเรา นอกจากนี้ยังต้องอดทนต่อปัญหาและความยากลำบากในการทำงานด้วยนะครับ

4. P-Punctual
คือ การเป็นคนตรงต่อเวลา มนุษย์เราได้ถูกปลูกฝังให้เป็นคนมีวินัย รู้จักตรงต่อเวลามาตั้ง แต่ยังเป็นเด็ก เช่น การไม่มาโรงเรียนสาย ส่งการบ้านให้ตรงเวลา ในการทำงานก็เช่นกัน หากเรามาทำงานสาย เจ้านายคงไม่ชอบแน่ๆ แล้วยิ่งถ้าเราผิดนัดลูกค้า ผลเสียคงตามมาอีกเป็นกระบุง แม้แต่เวลายังรักษาไม่ได้ เจ้านายหรือลูกค้าคงไม่ไว้ใจให้เราทำงานใดๆแล้วละค่ะ

5. P-Polite
คือ การเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน การเป็นคนสุภาพนอบน้อมจะทำให้มีแต่คนรักใคร่ และอยากช่วยเหลือนะคะยิ่งถ้าเรามีตำแหน่งใหญ่โตด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีความสุภาพอ่อนน้อมเพราะจะทำให้ผู้อื่นยิ่งเกรงใจเรามากขึ้นครับ ตรงกันข้าม การทำตัวกระด้างกระเดื่อง หยาบคาย หยิ่งยโส ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคม และไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วยครับ

6. P-Professional
คือ ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน การที่เรามีหน้าที่อะไร เราก็ควรทำตัวให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในหน้าที่นั้นๆ หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และหมั่นฝึกปรือฝีมือในการทำงานอยู่เสมอ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด การทำงานอย่างมืออาชีพ จะเป็นที่ชื่นชมและไว้วางใจของเจ้านาย รวมไปถึงลูกค้าที่ย่อมจะพอใจ และไว้วางใจให้เราดูแลงานของเขาต่อไป

6 หมวกของ ดร. เอ็ดวาร์ด เดอ โบโน

6 หมวกใบเพื่อกลยุทธ์การตัดสินใจ

1.หมวกสีขาว เป็นตัวแทนของข้อเท็จจริง ซึ่งได้แก่ ตัวเลขและข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปโดยไม่คำนึงถึงทัศนคติหรือความคิดเห็นใดๆ

2.หมวกสีแดง เป็นตัวแทนของอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใดๆ

3.หมวกสีดำ เป็นตัวแทนของความระมัดระวัง ซึ่งจำเป็นต้องไตร่ตรองและยับยั้งการดำเนินการถ้าอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือล้มเหลวได้ ผู้บริหารจะใช้หมวกสีดำเพื่อพิจารณาว่าสิ่งที่จะทำนั้นเหมาะสมกับประสบการณ์และมโนธรรมที่เคยมีมา

4.หมวกสีเหลือง เป็นตัวแทนของการแสวงหาทางเลือกอย่างมีความหวัง พร้อมทั้งทดลองปฏิบัติเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

5.หมวกสีเขียว เป็นตัวแทนของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ให้ความสดชื่น ผู้บริหารจะใช้หมวกสีนี้เมื่อมีความคิดใหม่ๆ แตกต่างจากแนวทางเดิม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับการปรับปรุง สร้างสรรค์ และพัฒนา

6.หมวกสีฟ้า เป็นตัวแทนของการควบคุมความคิดทั้งหมดหรือมุมมองในทางกว้างที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งซึ่งเปรียบเหมือนท้องฟ้า ผู้บริหารที่ใช้หมวกนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์เป็นอย่างมาก
จากแนวคิดของทฤษฎีหมวก 6 ใบ จะช่วยให้ผู้บริหารมีวิธีการคิดอย่างรอบด้านที่แตกต่างกันไปตามบทบาทของหมวกแต่ละสีที่ได้กำหนดขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่สับสน และสามารถหาข้อสรุปที่ดีได้

4 เทคนิคการจูบที่ทำให้รู้สึกดี

4 เทคนิคการจูบที่ทำให้รู้สึกดี

1. จูบเลยจูบดังด๊วบ ๆๆ
เสียงกิจกรรมระหว่างแลกจูบเนี่ยฟังแล้วเสียวไปถึงไส้ติ่งท่อนปลายทีเดียว แต่ใช่ว่าแค่อ้าปากแล้วก็เสียวซ่าอ้าส์ๆๆ กันได้ทุกคน ที่สำคัญคุณต้องเข้าใจก่อนว่า การจูบคือการที่ต่างคนต่างก็ได้แสดงบทบาทของการเป็นผู้นำและผู้ตามความหฤหรรษ์ทางปลายลิ้นกันอย่างเท่าเทียม ดังนั้นเมื่อเขาปล่อยลิ้นออกมาอย่าเอาแต่เคลื่อนลิ้นไปตรงนั้นตรงนี้โดยไม่สนใจที่จะเข้าไปทำความรู้จักลิ้นของเขาทางที่ดีควรเล่นลิ้นกับเขาถ้าอยากเคลื่อนไปตรงไหนก็ช่วยพาลิ้นของเขาให้ตามลิ้นคุณไปด้วย อาจจะดูดลิ้นเขาบ้างเบา ๆ แต่อย่าดุนลิ้นลงคอเขาเพราะมันใช่ชักโครก และลิ้นคุณก็ไม่ใช่แปรงลวดที่จะต้องสำรวจอย่าง Hard Core ค่อย ๆ ทำความรู้จักด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลดีกว่า

2. จูบแบบเคาะประตูยู้ฮูที่รัก
รอยจูบแบบนี้เป็นการเอาอกเอาใจซึ่งกันและกันเหมาะสำหรับใช้เป็นบทเริ่มต้นหรือสำหรับมือใหม่หัดจูบ เพราะมันเป็นการจูบแบบเสียดสีด้วยปากเฉพาะภายนอกเพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาทบนริมฝีปากให้ตื่นตัวเหมือนการเคาะประตู โก่งคอเรียกชู้รักเริ่มด้วยคุณจูบริมฝีปากบนของเขาและเขาจูบริมฝีปากล่างของเขาจากนั้นให้ใช้ริมฝีปากถูไถกันไปมาสลับกับจุ๊บกันเบาๆ เพื่อกระตุ้นอารมณ์ของเขาให้ปั่นป่วนเล่น จากนั้นก็สลับกันคุณจูบริมฝีปากล่างเขาบ้างและเขาก็จูบริมฝีปากบนของคุณและอาจเสริมการดูดปากที่ภายนอกจะทำให้เลือดแล่นมาเลี้ยงที่ริมฝีปากและจะทำให้เกิดความอบอุ่นอ่อนไหวอย่างบอกไม่ถูก

3. จูบแบบอสรพิษ...ซี๊ด สวรรค์!
นี่เป็นการจูบในระดับที่สองเหมาะสำหรับคนที่เริ่มสนิทสนมหรือสำหรับคนที่ชอบความเร่าร้อนพอ ๆ กัน เสน่ห์อยู่ที่การให้จุมพิตบางเบาเหมือนสัมผัสแห่งผ้าต่วนที่สะบัดไหวเคลียริมฝีปากที่จะทำให้เขาสั่นสะท้านไปถึงสันหลังก้นกบเล็บขบไม่เกี่ยว โดยเฉพาะถ้าคุณปฏิบัติอย่างช้า ๆ และอ้อยอิ่งเริ่มจากเอียงศีรษะของคุณไปมาอย่างยั่วเย้า แต่ถ้าใครคอสั้นไม่ระหงอาจจะไม่เซ็กซี่อย่างที่คิดข้ามไปใช้ริมฝีปากของคุณสัมผัสทักทายเขาแค่เพียงเบา ๆ ใช้ปากนวดวนเบา ๆ ในทุกทิศทางจนมีความอบอุ่นแผ่ซ่าน ค่อย ๆ ใช้ปลายลิ้นของคุณเลียริมฝีปากของเขาเบา ๆ สลับกับการเป่าลมใส่เบา ๆ การถูไถริมฝีปากของคุณกับเขาอย่างนิ่มนวล เป็นทั้งการกระตุ้นและยั่วอารมณ์ได้ในคราวเดียวกันและมันเร้าอารมณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ

4. จูบแบบสูบลมหายใจเดียวกันมันส์ถึงปอด
จูบชนิดนี้คือหนึ่งในขั้นสุดยอดแห่งไตรภาคการจุมพิตเพราะมันจะทำให้ใครคนหนึ่งแทบขาดใจตายทีเดียว ทั้งด้วยลีลาแบบอึ้งทึ่งถึงกึ๋น และด้วยหลักกายภาพอันแสนซาบซ่านและอาจใช้เป็นลีลา Finale ก่อนจากลาก็ได้สำหรับบางคู่ที่หมดเวลาดู๋ดี๋เริ่มจากใช้ปากต่อปากประกบกันแน่นจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศรั่วไหลออกมาได้เลย จากนั้นก็ค่อย ๆ อ้าปากคุณขึ้นแล้วค่อย ๆ สูดลมหายใจให้เหมือนกับว่าดูดลมหายใจออกจากปอดของเขาอย่างนิ่มนวล จากนั้นให้เขาลองทำแบบเดียวกันกับคุณบ้างมันจะทำให้คุณสองคนรู้สึกเหมือนเป็นคนคนเดียวกันหายใจเข้าออกพร้อม ๆ กัน

40 ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความรัก

40 ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความรัก 

1.อารมณ์หึงเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง
แต่อารมณ์หึงของผู้หญิงจะซับซ้อนกว่าผู้ชาย

2. ผู้ชายร้อยละ 90 ชอบผู้หญิงสวย น่ารัก
แต่ผู้ชายร้อยละ 100 อยากอยู่กับผู้หญิงฉลาดและเฉลียว

3. คนที่มีแฟนขี้หึงขั้นรุนแรงมีเพียง 0.000001 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ชอบ นอกนั้นรู้สึกว่าอึดอัด
ผู้ชายทั้งหลายควรจะดีใจที่มีแฟนขี้หึง

4. ไม่เคยมีคู่ไหนไม่ต้องใช้ความอดทนในการรัก
เพียงแต่จะเป็นการอดทนในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง

5. คนที่มีกิ๊กนอกเหนือจากแฟนตัวจริง คือคนที่ไม่ศรัทธาในความรัก

6. อย่ากลัวการอกหัก เพราะไม่เคยมีใครตายจากโรคอกหัก
มีแต่ความอ่อนแอเท่านั้นที่ทำให้ฆ่าตัวตาย

7. ความรักมักไม่เกิดตอนที่เฝ้ารอ
แต่เมื่อปล่อยตัวตามสบาย ความรักมักจะมาทำเซอร์ไพรส์ให้ห ัวใจ

8. ถึงจะไว้ใจเพื่อนแค่ไหน
ก็อย่าให้เพื่อนกับแฟนของเราสนิทกันเกินไปเพราะหายนะอาจตามมา

9. ถ้าเรารู้สึกอายเวลาเดินเคียงข้างแฟนที่ขี้เหร่
นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รักเค้าจริง

10. อย่าบ่นให้ใครฟังว่าแฟนไม่เคยทำตัวดีขึ้นเลย
เพราะจะโดนย้อนว่า 'แล้วจะโง่ทนคบอยู่ทำไม'

11. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้หึงขั้นรุนแรง
อย่าได้เลือกคบผู้ชายที่หน้าตาและมนุษยสัมพันธ์ดีเด็ดขาด

12. การที่ผู้ชายมองผู้หญิงสวย เซ็กซี่ จนเหลียวหลัง
ไม่ได้หมายความว่าเข้าต้องการแฟนที่เป็นแบบนั้น

13. ผู้ชายที่ไว้ใจได้ว่าไม่นอกใจแฟนหรือภรรยา
มีเพียงแต่ผู้ชายที่อยู่ในโลงเท่านั้น ควรจำให้ขึ้นใจ

14. พยายามทำตัวให้ดีและมีคุณค่ามากกว่าผู้หญิงที่แย่งแฟนเราไป
แล้วซักวันแฟนเราจะกลับมาเอง

15. อย่าคบกับผู้ชายที่เอาเรื่องแฟนเก่ามาพูดเสียๆ หายๆ
เพราะเราอาจจะเป็นรายต่อไป

16. ผู้ชายที่รักสัตว์ รักเสียงเพลง รักครอบครัว
น่าคบมากกว่าผู้ชายที่รักตัวเองซะอีก

17. อายุที่มากขึ้นอาจทำให้ต้องลดเสปกชายในฝันลง
แต่ข้อที่ไม่ควรลดเด็ดขาดคือความดีและความจริงใจ

18. ผู้ชายที่เกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน
ดูน่ารังเกียจกว่าผู้หญิงที่ชอบปอกลอกผู้ชายหลายเท่า

19. มนุษย์ผู้ชายมีน้อยกว่ามนุษย์ผู้หญิง
ผู้ชายที่ดีและเป็นโสด ก็มีน้อยกว่าผู้ชายที่เลวและมีเจ้าของด้วย

20. อย่ารักผู้ชายที่ทั้งขี้เหร่ ขี้เกียจ และขี้เมา
เพราะเราจะต้องรู้สึกตกนรกไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน

21. คู่รักที่เดินกอดจูบกันต่อหน้าชุมชน
มีแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้นที่จะถูกประณามและดูถูกอย่างรุนแรง

22. เซ็กส์ไม่สามารถผูกมัดให้คู่รักอยู่ด้วยกันไปตลอด
ความผูกพันต่างหากที่จะดึงรั้งกันไว้ได้

23. อายุไม่ใช่อุปสรรคของความรัก
ถ้าความคิดหัวใจตรงกัน ความมั่นคงก็เกิดขึ้นได้

24. ในชีวิตจริงของความรัก เราอาจไม่ใช่นางเอกที่แสนดี
บางทีต้องมีการใช้ไหวพริบในการแย่งชิงบ้าง

25. คนสวยหรือคนหล่อสามารถอกหักได้เหมือนกัน
ถ้าทำตัวไม่ดีหรือมีเวลาให้กับความรักไม่พอ

26. ถึงจะได้ยินว่ามีรักที่ไหนมีทุกข์ที่นั่น
แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะมีความรักมากกว่าจะอยู่เป็นโสด

27. เรื่องที่แฟนไม่ยอมเล่าให้ฟังตั้งแต่แรกมักเป็นเรื่องที่เรารู้เมื่อไหร่ก็ต้องควันออกหูอยู่ดี

28. ถ้าชื่นชมในตัวแฟน 100 เปอร์เซ็นต์ ควรบอกเค้าแค่70 เปอร์เซ็นต์

29 .ถึงผู้ชายจะบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้า
แต่ผู้ชายก็ไม่ชอบคนที่หน้ามันหรือซีดตลอด

30. ผู้ชายชอบติรูปร่างของแฟนหรือคนโน้นคนนี้
โดยลืมดูรูปร่างตัวเองว่าแย่ขนาดไหน

31. คนต่างชาติต่างภาษาสามารถรักกันได้
เพราะภาษาหัวใจเป็นภาษาสากลที่ไม่ต้องการคำแปล

32. ผู้ชายต้องใช้สมองและทักษะมากขึ้นในช่วงที่มีความรัก
เพราะผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจ

33. ผู้ชายชอบเป็นฝ่ายไล่ล่า มากกว่าจะเป็นฝ่ายถูกล่า
ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะพยายามหนีเมื่อถูกตามตื้อ

34. ผู้หญิงอาจไม่ได้เรียกร้องอะไรมากขึ้น
แต่เป็นเพราะผู้ชายไม่สามารถทำดีได้เสมอต้นเสมอปลาย

35. รักแรกพบสามารถเกิดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์
นอกนั้นเกิดจากการใกล้ชิด และการเรียนรู้กันอย่างลึกซึ้ง

36. คนที่เรารักกับคนที่รักเราอาจไม่ใช่คนเดียวกัน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเราบังคับหัวใจกันไม่ได้จริงๆ

37. ทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเมื่อได้มีความรักและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีกหลังจากอกหัก

38. มือที่สามสามารถเดินเข้ามาในชีวิตเราได้ตลอดเวลา
ในความไว้ใจจึงควรมีความระวังอยู่ด้วย

39. อย่ารีบมีแฟนหลังจากอกหัก
เพราะเราจะแยกแยะไม่ออกว่านั่นเป็นรักหรือการฆ่าเวลา

40. คนที่รักกันไม่จำเป็นต้องเดินจับมือหรือคุยกันตลอดทาง

10 อันดับบริษัทที่คนไทยอยากทำงานมากที่สุด

10 อันดับบริษัทที่คนไทยอยากทำงานมากที่สุด

1. ปตท.และ ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม 
เกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นของบริษัท 
ผู้สมัครที่จบปริญญาตรีสาขาอื่นๆ นอกจากวิศวกรรมศาสตร์ จะต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ TOEIC หรือ TOEFL (ปตท. จะเทียบเป็น TOEIC ให้) 550 คะแนนขึ้นไป (อายุไม่เกิน 2 ปี) และมีเกรดเฉลี่ยสะสมจาก

    * สถาบันของรัฐ 2.70 ขึ้นไป 
    * มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 2.70 ขึ้นไป 
    * สถาบันเอกชน 3.00 ขึ้นไป 

ผู้สมัครระดับปริญญาโทหรือเอกก็ต้องมีผลคะแนนในระดับก่อนนั้นเข้าเกณฑ์ข้าง ต้นด้วย 
ผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์นี้จึงจะมีสิทธิถูกเรียกสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ต่อ ไป 

2. ปูนซิเมนต์ไทย 
ผลตอบแทน อัตราเงินเดือน 
ปริญญาตรีจบใหม่ เริ่มต้น 19,000-22,000 บาท หากจบสายวิศวฯ เพิ่มอีก 3,000 บาท ปริญญาโท 22,000-25,000 บาท หากจบด้านวิศวฯ ได้เพิ่มอีก 5,000 บาท 
การขึ้นเงินเดือน 
*เฉลี่ยปีละ 6% 
โบนัส 
* ค่าเฉลี่ยโบนัสปี 2549 ประมาณ 4-6 เดือน    

3. การบินไทย 
สวัสดิการ : 
   1. การบินไทยมีผลตอบแทนรวมแก่บุคลากรกว่า 25,000 คน (เงินเดือน ค่าครองชีพ เงินรางวัลประจำปี เบี้ยเลี้ยงเดินทาง เงินค่าล่วงเวลา ค่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ) เฉลี่ยปีละกว่า 30,000 ล้านบาท 
   2. ศูนย์สวัสดิการฟิตเนส สระว่ายน้ำ 
   3. ขอตั๋วฟรีแบบสำรองที่นั่งไม่ได้ให้แก่ตัวเอง คู่สมรสและบุตรได้ โดยสามารถขอตั๋วในประเทศ และต่างประเทศอย่างละ 1 เที่ยว (ไป-กลับ) 
   4. ซื้อตั๋วแบบสำรองที่นั่งไม่ได้ในราคาถูก 10% ของราคาตั๋วปกติ แก่ตัวเอง คู่สมรสและบุตรได้ และหากอายุการทำงานเกิน 15 ปี จะสามารถขอตั๋วฟรีประเภทสำรองที่นั่งได้อีก 1 เที่ยว 
   5. พนักงานที่ทำงานครบ 1 ปีขอตั๋วฟรีได้ทุกเส้นทางที่บริษัททำการบิน 
โบนัส : 3-4 เดือนต่อปี 

4. เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมน 
เกณฑ์การคัดเลือกพนักงาน 
ปัจจุบันบริษัทเวิร์คพอยท์รับบุคลากรใหม่จำนวนมากเเพื่อรองรับกับสถานที่ทำ งานแห่งใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มงานผลิตรายการ ทั้งครีเอทีพ คอมพิวเตอร์กราฟิก ฝ่ายศิลป์ ฝ่าย Costume ประสานรายการ ขณะที่ฝ่ายบริหารจัดการ มีรับหลายอัตราเช่นกัน เช่น Web Designer พนักงานขายโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น 
แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งที่รับสมัคร เวิร์คพอยท์มักจะเลือกคนทำงานที่มีประสบการณ์ ในระดับที่เชี่ยวชาญพอตัวในแต่ละด้าน มักจะไม่ค่อยรับคนจบใหม่ หากอยากเข้าที่นี่จริงๆ ควรจะเข้าไปสมัครด้วยตัวเอง จะมีโอกาสในการเรียกสัมภาษณ์มากกว่า 

5. โตโยต้า (ประเทศไทย) 
เงินเดือน 
ผลตอบแทนจะขึ้นอยู่ตามแผนกหรือสายงาน โดยเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรม เริ่มต้นที่ 14,000-15,000 บาท ส่วนแผนกอื่นจะเริ่มต้นที่อยู่จะ 8,000-10,000 บาท การขึ้นเงินเดือนจะขึ้นอยู่ตามผลงาน 
โบนัส 
นับเป็นองค์กรที่จ่ายโบนัสสูงมาก ค่าเฉลี่ยแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 6-8 เดือน ตามผลประกอบการธุรกิจในแต่ละปี ยิ่งพนักงานประจำคนใดทำงานเกินสองปีขึ้นไป เรียกว่า นอกเงินเดือนที่ได้รับประจำแล้ว ค่าโอที หรือล่วงเวลา ยังได้โบนัสที่จะแบ่งจ่าย 2 งวด ครึ่งปี 
สวัสดิการ 
โตโยต้า ถือเป็นองค์หนึ่งที่มีความโดดเด่นด้านสวัสดิการอย่างยิ่ง โดยพนักงานโตโยต้าสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ 100% มีประกันชีวิตกลุ่ม เงินบำเหน็จ เครื่องแบบพนักงาน รถรับ-ส่งปรับอากาศบริการพนักงาน เงินกู้ซื้อบ้านและเงินกู้ฉุกเฉิน ส่วนลดพิเศษในการซื้อรถยนต์โตโยต้า อะไหล่ และบริการ ทุนการศึกษาบุตร เงินสนับสนุนการศึกษานอกเวลาทำงาน ฯลฯ 

6. ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) 
สวัสดิการ 
การมอบเครื่องมือที่ช่วยในการทำงานให้แก่พนักงานทุกคน เป็นข้อกำหนดที่ไมโครซอฟท์มีอย่างชัดเจน เช่น การแจกคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กแก่พนักงานทุกคน เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ในคอนเซ็ปต์ Work Anywhere Anytime อย่างเช่น เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผู้บริหารไมโครซอฟท์ในไทยก็ได้ส่งอีเมลถึงพนักงานทุกคน แจ้งว่าไม่ต้องเข้าทำงานที่ออฟฟิศ ให้ทำงานที่บ้านได้ 

7. ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) 
เกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้น 
ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เปิดรับทั้งผู้มีประสบการณ์ และนักศึกษาจบใหม่ โดยไม่มีเกณฑ์เกรดเฉลี่ยขั้นต่ำ กำหนดไว้แน่นอน แต่พิจารณาจากเกรดเฉลี่ยของผลการเรียนแต่เพียงเพื่อจะรู้ว่าผู้สมัครคนนั้นๆ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การเรียนเพียงใดเท่านั้น ขั้นต่อมาคือการสอบข้อเขียนความถนัด Attitude Test แบบเดียวกับองค์กรอื่นทั่วๆ ไป ผ่านแล้วจึงสอบสัมภาษณ์กับหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งก็แตกต่างกันไปในแต่ละสายงาน 
และสำหรับนักศึกษาจบใหม่นั้น IBM จัดเป็นแคมเปญพิเศษ “Team Blue” ทุกปี โดยจะรับเฉพาะเด็กจบใหม่จริงๆ ปีละราว 10 กว่าคน กระจายทั้งด้านไอที บัญชี การตลาด ฯลฯ มาตั้งเป็นทีมที่จะต้องเข้าคอร์สฝึกอบรมด้วยกันยาว 3 เดือน จากนั้นจึงแยกย้ายไปฝึกอบรมแต่ละสายงาน แล้วบรรจุเป็นพนักงานในระบบต่อไป 

8. จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 
เป็นบริษัทด้านธุรกิจบันเทิง ที่กลายเป็นองค์กรที่เข้ามาติดโผความนิยมอย่างน่าสนใจ ด้วยเพราะภาพลักษณ์ของธุรกิจบันเทิงที่ยังถูกมองว่า ทำงานน่าสนุก ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ ผ่านตัวศิลปินคนดัง ทำให้หลายคนเชื่อว่า องค์กรทั้งสองแห่งนี้ น่าตอบสนองความต้องการงานบันเทิง จะเป็นสถานที่ทำงานที่ดีที่สุด 

9. แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 
เกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้น 
ทุกตำแหน่งยินดีพิจารณาทั้งผู้มีประสบการณ์และบัณฑิตจบใหม่ โดยต้องจบตรงสายงาน เช่น สถาปัตย์ ภูมิสถาปปัตย์ ตกแต่งภายใน วิศวฯ โยธา บัญชี การตลาด เกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไปไม่ว่าสถาบันไหน และหากมีคะแนนภาษาอังกฤษ TOEFL 500 ขึ้นไป หรือ TOEIC 600 ขึ้นไปก็จะพิจารณาเป็นพิเศษ 
เมื่อได้ Short List ใบสมัครที่เข้าข่ายข้างต้นมาแล้ว ขั้นต่อไปเป็นการสอบบุคลิกภาพ และต่อด้วยการสอบ Attitude Test ที่ต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง เช่นฝ่ายขายต้องสอบเรื่อง Service Mind ตามด้วยการสอบข้อเขียนเฉพาะตำแหน่งงาน 
สุดท้ายเป็นการสัมภาษณ์ 2 รอบ รอบแรกกับกรรมการจากต้นสังกัดแผนกนั้นๆ 2 คน และจากฝ่ายพัฒนาบุคคล 1 คน หากผ่านแล้วก็ถือว่าได้ทำงานแล้วค่อนข้างแน่นอน แล้วจึงไปรอบสอง กับกรรมการระดับบอร์ดบริษัทเป็นขั้นสุดท้าย 

10. LEO BURNETT 
เกณฑ์การคัดเลือกพนักงาน : นอกจากความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์แล้ว บุคลิกภาพ การมีทัศนคติที่ดี เข้ากับวัฒนธรรมของบริษัทฯ ได้ ก็เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาด้วย 
เงินเดือน : โดยเฉลี่ยสำหรับเด็กจบใหม่ในตำแหน่งครีเอทีฟ และก๊อบปี้ไรเตอร์ จะสูงกว่าอัตราเริ่มต้นในท้องตลาด 
สวัสดิการ : มี Provident Fund ประกันสังคม ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ค่าทำฟัน เป็นต้น 
โบนัส : ตามผลประกอบการของบริษัทฯ 
ชั่วโมงการทำงาน : จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-18.00 น. ลากิจ ลาป่วย ตามกฎหมายแรงงาน และลาหยุดพักผ่อนประจำปี 10-15 วัน 
ตำแหน่งฮอต : ฝ่ายบริหารงานลูกค้า (Account Executive) ฝ่ายสร้างสรรค์งานโฆษณา (Creative) กราฟิกดีไซน์ 
Training Program : มีแผนงานฝึกอบรมตลอดทั้งปีโดยวิทยากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน อีกทั้งมีการส่งไป Traning Couse ที่เหมาะสมภายนอกองค์กรด้วย  

14 อารมณ์ ที่ทำให้ผู้หญิงต้องการเซ็กส์

14 อารมณ์ ที่ทำให้ผู้หญิงต้องการเซ็กส์

1.   เมื่อมีความสุข  เมื่อมีความสุขไม่ว่าจากความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนไปถึงการถูกลอตเตอรี่ คุณผู้หญิงจะมีอารมณ์ทางเพศมากขึ้น

2.   เมื่ออยู่ในบรรยากาศดีๆ  ถ้าบ้านมีเสียงโครมคราม เสียงร้องไห้ทะเลาะกันของลูกหลาน อารมณ์ทางเพศของคุณผู้หญิงจะพลอยหดหายวาระที่สำคัญ เช่น วันวาเลนไทน์ วันขึ้นปีใหม่ วันลอยกระทง ฯลฯ ในบรรยากาศที่โรแมนติก จะช่วยสร้างอารมณ์อย่างว่าได้เป็นอย่างดี

3.   หลังจากทะเลาะกัน  โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิด เธอมักจะง้อด้วยเรื่องเซ็กส์

4.   เมื่อรู้ว่ามีคู่แข่ง  หากคุณผู้ชายมีใครมาทำท่าอี๋อ๋อ ฝ่ายหญิงมักจะเตือนว่า คุณมีฉันอยู่แล้วด้วยเซ็กส์ แต่อย่าอี๋อ๋อมากเกินไป เพราะแทนที่จะเพิ่มเซ็กส์ ฝ่ายชายอาจจะต้องถึงกับหัวร้างข้างแตกได้

5.   เมื่อได้ดื่ม  เชื่อว่าไวน์หรือแอลกอฮอล์เล็กๆ น้อยๆ เพิ่มความต้องการทางเพศทั้งหญิงและชาย ส่วนถ้ามอมจนเมานั้น จะลดความต้องการทางเพศ

6.  เมื่อได้เห็นพระเอกที่เธอชอบ  ขณะที่ผู้ชายดูหนังโป๊จึงจะเกิดอารมณ์ แต่ผู้หญิงนั้นแค่เห็นหน้าติ๊ก หรือบีม หรือฉัตรชัย หรือพระเอกที่เธอชอบก็สามารถเพิ่มความต้องการทางเพศได้

7.   วันที่ 10-14 ของรอบประจำเดือน  ช่วงนี้เป็นช่วงไข่ตกของคุณผู้หญิง ธรรมชาติทำให้เกิดความต้องการทางเพศมากในช่วงนี้

8.   เมื่ออ้อนด้วยคำหวานๆ  พูดจาหรือเขียนการ์ดด้วยคำไพเราะแสดงให้รู้ว่ารักเธอมากเพียงใด มักจะสร้างอารมณ์ได้

9. เมื่ออยู่ห่างกันคนละทิศ นานๆ  เจอกันครั้ง เป็นสิ่งที่เร้าอารมณ์ทางเพศของเธอให้เกิดขึ้น

10.   เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ  คุณผู้หญิงที่หัวยุ่งทั้งวันทั้งคืน จะหวังให้มีอารมณ์นั้นยากนัก

11.  เมื่อว่างเว้นจากกิจกรรมเพศไปนานๆ  ของอะไรกินมากไปก็แน่นท้อง ต้องกินพอเหมาะไม่ถี่หรือบ่อยมากเกินไป

12.   เมื่อเปลี่ยนรูปแบบการมีเซ็กส์  ของอะไรกินแบบเดิมก็ซ้ำซากจำเจ เปลี่ยนแบบ เปลี่ยนท่า เปลี่ยนสถานที่บ้าง

13.   เมื่อกำลังมีความคิดสร้างสรรค์  ไม่น่าเชื่อว่าคุณผู้หญิงบางท่านนั้นจะมีอารมณ์อย่างว่าเป็นอย่างมากเมื่อกำลังมีความคิดสร้างสรรค์งานอดิเรก ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง นางเอกมีงานอดิเรกในการปั้น ขณะกำลังปั้นแจกันพระเอกก็มาช่วยและมีเซ็กส์กัน แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูคู่ของเราให้ดี บางคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอดิเรกด้วยความคิดอันบรรเจิด ขืนพรวดพราดเข้าไป อาจจะถูกถีบออกมาไม่ทันก็เป็นไปได้

14.  เมื่อมีความเครียด  เมื่อคุณผู้หญิงมีความเครียด คุณผู้ชายอาจจะช่วยได้โดยการนวดผ่อนคลายความเครียดให้ และเรื่องทั้งหมดก็มักจะลงเอยด้วยเรื่องอย่างว่า

7 สถานที่สำหรับประสบการณ์เซ็กซ์สุดยอด

7 สถานที่สำหรับประสบการณ์เซ็กซ์สุดยอด

อันดับ 7 ที่บ้านพ่อแม่ของคุณ
นี่อาจดูเป็นเรื่องปกติของครอบครัวขยายอย่างเราๆ แต่มันจะตื่นเต้นหากคุณยังเป็นแค่คู่เดท แต่ริอยากลองอะไรแผลงๆ ข้อแนะนำก็คือ อย่าใส่เสื้อผ้าที่รัดเกินไป และระวังที่ที่คุณทำเลอะเทอะแล้วจะเช็ดไม่ออก

อันดับ 6 ในรถตอนขับไปหัวหิน
เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงสุด แต่ก็ทำได้ง่ายสุด รถยนต์ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและสาธารณะในเวลาเดียวกัน ทางที่ดีหากคุณต้องตระเตรียมหลายอย่างอยู่พอสมควร และหากจะเอาถึงขั้น full course รถอย่าง Mx5 หรือกระบะตอนครึ่งคงไม่เหมาะกับกิจกรรมนี้

อันดับ 5 ห้องสมุด
ข้อดีของห้องสมุดก็คือ มันใหญ่มาก กว้างมาก แต่ข้อเสียก็คือ คุณส่งเสียงดังไม่ได้ และต้องคอยหลบบรรณารักษ์และกล้องวงจรปิด แต่ความเสี่ยงแบบนี้ หลายคู่มองว่านี่เป็นความท้าทาย

อันดับ 4 ในสระว่ายน้ำ
ความเสี่ยงต่ำ แต่เร้าใจเป็นที่สุด แต่การมีเซ็กซ์ไม่ว่าจะในสระน้ำ หรือริมสระน้ำ คุณต้องออกแรงมากกว่าการมีเซ็กซ์แบบปกติอยู่นิดหน่อย ไม่อย่างนั้นเซ็กซ์ริมสระของคุณจะดูทุลักทุเลและขาดความต่อเนื่อง

อันดับ 3 mile-high club
ตะละแม่วีนัส คอลัมนิสต์ของเราที่เคยเขียนเรื่องนี้ลงใน GM PLUS เมื่อ 2 ปีก่อนก็เห็นด้วยว่า เซ็กซ์บนเครื่องบินนั้นเป็นกิจกรรมที่ท้าทายคู่รักที่สุด ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจ ความอดทน และการไม่หวั่นต่อเสียงเคาะประตูห้องน้ำบนความสูง 40,000 ฟุต

อันดับ 2 ริมหาดทราย
ฟังดูไม่น่าจะเป็นสถานที่ที่ติดอันดับ 2 แต่หากคุณเคยลองจะรู้ว่า การมีเซ็กซ์ริมหาดเป็นเรื่องยาก ไหนจะต้องระวังทรายเม็ดเล็กๆ ที่อาจก่อความระคายเคือง ไหนต้องระวังสายตาจากคนรอบข้างซึ่งคุณไม่รู้ว่าจะมาจากทางไหน แต่หากทำได้ มันเป็นประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ

อันดับ 1 ในห้องซาวน่า
ในห้องที่อุ่นๆ กำลังดี เนื้อตัวลื่นไปด้วยน้ำ คุณและคู่รักเปลือยกายอยู่ต่อหน้ากันและกัน ในเวลาที่กล้ามเนื้อกำลังผ่อนคลายเต็มที่ ว่ากันว่าการมีเซ็กซ์ในสภาวะอย่างนี้จะสามารถทำให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม...ใครจะไปลองก็ไม่ว่า แต่ขอให้ห้องซาวน่าของคุณส่วนตัวนิดหน่อยก็คงดี

4 วิธีการมีเซ็กซ์บนเก้าอี้ทำงาน

4 วิธีการมีเซ็กซ์บนเก้าอี้ทำงาน

1 เช็กสภาพ สิ่งแรกที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรก คือ ดูความมั่นคงของเก้าอี้ว่าแข็งแรงพอสำหรับกิจกรรมเข้าจังหวะของคุณหรือไม่ น็อตแต่ละตัวขันไว้แน่นดีแล้วหรือเปล่า คุณจะได้ไม่เสียอารมณ์ เพราะต้องหยุดกลางคันเพราะว่าน็อตหลุด

2 ปรับให้เข้าที่ เลื่อนเก้าอี้ไปติดกับผนัง เพื่อป้องกันการหงายท้องในขณะที่คุณกำลังเวิร์คกันอยู่ และถ้าเป็นไปได้ให้เลือกผนังที่หันหน้าออกจากตึก เผื่อคุณส่งเสียงดังจะได้ไม่เล็ดลอดเข้าไปในตึกไงล่ะ

3 ไม่ต้องถอด สวมเสื้อเชิ้ตไว้ตลอดเวลา ส่วนคุณผู้หญิงที่คิดจะมีกิจกรรมตื่นเต้นนี้ก็ควรจะนุ่งกระโปรง เพราะมันจะได้ง่ายด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพียงแค่ถลกกระโปรงขึ้นไปเหนือเอวก็เป็นอันใช้ได้แล้ว

4 ใหญ่อยู่ล่าง นี่คือเคล็ดลับของการเมกเลิฟกับเก้าอี้ ฝ่ายใดก็ตามที่มีขนาดใหญ่กว่าจะได้รับเกียรติให้เป็นคนนั่งบนเก้าอี้ ส่วนฝ่ายที่ตัวเล็กกว่าก็จะทำหน้าที่คร่อมลงไปหาเป้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ และไม่ต้องตกใจไปถ้าเก้าอี้ที่คุณใช้มีที่เท้าแขน ทางออกคือ คุณที่เป็นฝ่ายอยู่ข้างบนก็แค่แทรกขาเข้าไปตามช่องว่างระหว่างเบาะนั่งและ ที่เท้าแขนแค่นั้นเอง ง่ายจะตาย!!!

5 ขั้นตอนการเซ็กซ์ในออฟฟิศอย่างปลอดภัย

5 ขั้นตอนการเซ็กซ์ในออฟฟิศอย่างปลอดภัย

1. เลือกสถานที่ที่เป็นส่วนตัวสำหรับแสดงบทรักอันเร่าร้อนต่อกัน นั่นก็คือที่ที่มีคนเดินผ่านน้อยหรือเลือกที่ที่ไม่มีใครคิดจะเดินมาเลยจะดีที่สุด จะเป็นห้องเก็บของที่อยู่ไกลๆ ห้องที่ไม่มีคนใช้ หรือบันไดหนีไฟที่ไม่ค่อยมีคนใช้ก็เป็นทางเลือกที่ใช้ได้


2.ปิด แล้วก็ล็อกประตูและหน้าต่างทุกบาน เพื่อความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ เพราะคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้ามีคนมาเห็นภารกิจลับปฏิบัติการรักของคุณ ซึ่งอาจจะทำให้หน้าที่การงานของคุณสั่นคลอนได้ หากถูกจับได้ว่ามีเซ็กซ์ในออฟฟิศ


3.ตรวจตราดูสิว่าในห้องที่คุณเลือกใช้มีกล้องวงจรปิดไหม เพราะโดยส่วนใหญ่บริษัทที่ได้มาตรฐานมักจะติดกล้องไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นคุณต้องแน่ใจว่าไม่มีกล้องในห้องก่อนที่จะมีเซ็กซ์ และถ้าคุณเจอมันก็แค่หาอะไรปิดเลนส์ซะหรือไม่ก็ปิดสวิตท์เลยก็ได้


4.มีเซ็กซ์หลังชั่วโมงการทำงานหมดลง คุณจะลดโอกาสการถูกจับได้ว่าแอบเล่นเสียวกับแฟนสาวในออฟฟิศ ถ้าคุณรอจนกระทั่งเพื่อนร่วมงานกลับบ้านก่อนที่จะเริ่มต้นเปลื้องผ้ากันและกัน


5.สำรวจสถานที่รอบๆ ออฟฟิศไว้บ้าง คุณจะได้มีหลายๆ ทางเลือก เช่น ห้องใต้ดิน ชั้นดาดฟ้าของตึก หรือในรถของคุณซึ่งจอดไว้ในลานจอดรถ ที่สำคัญช้อยส์ของคุณต้องอยู่ไม่ไกลเกินไป เป็นส่วนตัวและคุณสามารถกลับมาทำงานได้ค่อนข้างรวดเร็ว

9 วิธีบริหารทั้งงานทั้งหัวหน้าอย่างเนียนๆ

9 วิธีบริหารทั้งงานทั้งหัวหน้าอย่างเนียนๆ

1.เมื่อได้รับมอบหมายงาน กรุณาสอบถามขอความกระจ่างจากหัวหน้า ว่ามีความคาดหวังอะไรในงานแต่ละชิ้น KPI หรือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จคืออะไร อย่าปล่อยให้ภาพคลุมเครือ ทำเท่าไหร่ก็ผิดเพราะคิดกันคนละอย่าง

2.หากงานที่ได้รับมอบหมาย เรายังไม่มั่นใจว่าทำอย่างไร ขอเวลาหัวหน้าเพื่อหารือขอข้อชี้แนะ โดยทำการบ้านไปก่อน พร้อมเสนอว่าเรามีแผนจะทำอย่างไร หากท่านพยักหน้าหงึกหงัก จะได้ใช้เป็นหลักในการทำงาน  หากยังไม่ใช่ จะได้หารือกันเพื่อฟันธง

3.ทุกครั้งที่คุยกัน มีการสรุปขั้นตอนต่อไป และใครต้องทำอะไร เมื่อไหร่

4.สอบถามความต้องการของหัวหน้า ว่าอยากให้เรารายงานความคืบหน้าถี่ห่างอย่างไร

5.ยามหารือกับหัวหน้า กรุณาฟังอย่างตั้งใจ แล้วจดโน้ตไว้ให้เป็นระบบ นอกจากการมีประเด็นจดไว้ไม่ลืม ผลพลอยได้คือ หัวหน้าน่าจะเห็นความทุ่มเทตั้งใจ ไม่เหลาะแหละของเรา

6.ระหว่างการหารือ หมั่นใช้ทักษะการสรุป ทบทวน สอบทานความเข้าใจจะได้ตรงกัน

7.หากเป็นเรื่องสำคัญ สรุปประเด็นที่หารือกันส่งกลับไปให้หัวหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างไม่โอ้เอ้ การทำเช่นนี้ ทั้งดูดีมีสกุลเฉกเช่นมืออาชีพ ทั้งทำให้มีหลักฐานการหารือ จะรื้อมายันกันเมื่อไรก็ได้ หากจำเป็น

8.อย่าเป็นคนปากหนัก รู้จักกล่าวคำทักทาย ขอบคุณ ชื่นชมอย่างจริงใจ และกล้าขอโทษเมื่อทำผิด

9.ขอนัดหัวหน้าเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่นเดือนละครั้ง หรือไตรมาสละหน เพื่อขอ feedback และ คำชี้แนะว่า

20 วิธีทำงานให้เจ้านายปลื้ม

20 วิธีทำงานให้เจ้านายปลื้ม

1. รู้จักงานที่ทำอยู่ตรงหน้า เริ่มตั้งแต่รู้จักปรัชญาของบริษัทที่ทำอยู่ตอนนี้เลยว่าคืออะไร จากนั้นก็ซอยย่อยๆ ลงมายังตำแหน่งที่คุณทำอยู่ เพื่อให้มองเห็นภาพกว้างและทำงานไปในทิศทางที่สอดคล้องกันมากที่สุด

2. ประเมินผลงานของตัวคุณเอง (จากมุมของเจ้านาย) ทำงานมาถึงตอนนี้แล้วต้องชี้ให้ได้ว่า งานที่คุณทำอยู่ต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง ต้องทำตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย ฯลฯ จากนั้นก็ลุยประเด็นที่ลิสต์มาว่า ทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน (ย้ำว่าจากมุมของเจ้านาย) แล้วจัดการอุดช่องโหว่เสีย

3. พึ่งตัวเองได้ หัดเป็นพนักงานที่ผลักดันงานของตัวเองให้เดินหน้าไปได้โดยที่ไม่ต้องให้เจ้านายคอยชี้แนะอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญขายไอเดียอะไรไปก็ต้องทำให้สำเร็จตามที่ลั่นวาจาไว้ ไม่อย่างนั้นเสียเครดิตแย่

4. สร้างบรรยากาศการทำงานในทางบวก อย่าเป็นพนักงานที่คอยเม้าท์เจ้านายหรือบริษัทลับหลัง ซึ่งอันที่จริงเม้าท์ไปอาจจะช่วยระบายความคับข้องใจได้บ้าง แต่ทางที่ดีควรเปลี่ยนมาใช้วิธีพูดจาโน้มน้าวให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทีนี้ตัวคุณก็จะอยู่เป็นสุข บริษัทก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย

5. ทำงานให้ได้ตามเป้าของเจ้านาย การที่เราทำงานเสร็จตามเป้านอกจากจะช่วยให้เห็นว่าเจ้านายของเราบริหารลูกทีมได้ดี ยังพิสูจน์ได้ว่า คุณเป็นคนทำงานดี มีคุณภาพ และตรงต่อเวลา ซึ่งหมายถึงความเป็น มืออาชีพ เคล็ดลับที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ตอนนี้งานสำคัญของเจ้านายคืออะไร คุณก็ควรเพ่งความสนใจที่งานนั้นด้วย

6. ผิดเป็นครู แอ่นอกยอมรับผิดในสิ่งที่ทำพลาดไป เร่งแก้ไข แล้วเก็บสิ่งที่พลั้งพลาดไปเป็นครู ดีกว่าจะมานั่งโทษตัวเองหรือโทษคนรอบข้าง

7. จัดระบบการทำงาน ก่อนสะบัดก้นออกจากที่ทำงานเพราะได้เวลากลับบ้านแล้ว ให้จัดลำดับความสำคัญและความจำเป็นของงานที่จะต้องทำในวันรุ่งขึ้นไว้เลยว่า มีอะไรบ้าง (ลิสต์มาอย่างน้อย 2-3 ข้อต่อวัน)

8. ตรงต่อเวลา ไม่ว่าจะเวลารูดบัตอกบัตร นัดหมาย การประชุม ฯลฯ ก็หมั่นไปให้ตรงเวลาทุกครั้ง และจะดีที่สุดหากคุณมาก่อนเวลาเพื่อเตรียมความพร้อม เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นคนกระตือรือร้นกับงาน

9. ช่างถามไปก็ไม่ดี จริงอยู่การเป็นคนช่างซักถามแสดงถึงความใส่ใจ แต่ถ้ามีนิสัยช่างถามกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างนี้นิ่งไว้จะดีกว่า นึกไว้เสมอว่าคิดก่อนพูด พูดแล้วมีประโยชน์ค่อยพูด และถ้าจะต้องแจ้งปัญหาต่างๆแก่เจ้านาย ควรลิสต์ทางแก้อื่นๆ ไว้เสนอด้วยจะดีมาก

10. หมั่นเติมทักษะและความรู้ให้กับตัวเอง บางบริษัทมีคอร์สอบรมพิเศษต่างๆเพื่อเติมความรู้และทักษะให้กับพนักงานไปต่อยอดความคิดปรับปรุงเนื้องานให้ดีขึ้น หรือแม้แต่กิจกรรมการกุศล เพื่อสังคม ฯลฯ นอกเหนือจากงานก็เถอะ ควรเข้าร่วมหากมีเวลา เพราะจะทำให้คุณกว้างขวางและมีทักษะด้านอื่นๆเพิ่มเติมขึ้นอีก

11. ติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวในแวดวงของงานที่ทำ เทรนด์ของโลก หรือเรื่องใหม่ๆที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้ เรื่องเหล่านี้คุณสามารถติดตามได้จากสื่อทุกประเภท รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นอยู่เป็นครั้งคราว นอกจากจะทำให้รู้ทันชาวบ้านเขาแล้ว ยังได้ไอเดียใหม่ๆมาขายเจ้านายอีกด้วย

12. เป็นคนไม่เชย การเป็นคนทันสมัยทำได้หลายแบบ ตั้งแต่อัพเดทเรื่องเทคโนโลยี ข่าวสารความรู้เรื่องใกล้ตัว ไปจนถึงเรื่องบ้านเมือง แต่แค่รู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมการทำงานที่คุณอยู่ให้ได้ด้วย

13. สุภาพนอบน้อม ทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเคารพเจ้านายในฐานะที่เป็นหัวหน้างาน เวลาจะพูดจาทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ให้พูดแต่สิ่งดีๆ ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ควรเม้าท์เจ้านายในทางเสียหาย เพราะไม่รู้ว่าเรื่องที่คุณเม้าท์จะถูกขยายต่อไปถึงหูเจ้านายเมื่อไร ถึงตอนนั้นผลลัพธ์ที่ได้คงไม่สวยแน่ๆ

14. หัดยืดหยุ่นไว้บ้าง ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหลายบริษัทก็ต้องการคนทำงานที่พร้อมจะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือวัฒนธรรมองค์กร 15. ดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจอย่าให้บกพร่อง เพราะหากเรามีความสมบูรณ์ในตัวเองก็จะมีเรี่ยวแรงทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ

16. เพื่อนไม่ใช่กระโถน เรื่องส่วนตัวต่างๆเก็บไว้ทีบางครั้งเพื่อร่วมงานก็ไม่ใช่นักจิตวิทยาที่จะคอยรับฟังคุณทุกเรื่อง ที่สำคัญไม่ควรอาศัยไหว้วานหรือกินแรงเพื่อนบ่อยนัก (แม้เขาจะไม่ว่าอะไร) บางครั้งแม้จะมีงานมาส่งเจ้านาย แต่ถ้าต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจบ่อยๆ เจ้านายก็คงไม่ปลื้มคุณนักหรอก

17. เต็มที่กับงาน นอกจากทำงานในส่วนของตัวเองให้สมบูรณ์แล้ว บางครั้งการได้งานใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาก็เป็นโอกาสดีๆ ที่ท้าทายคุณไม่น้อย อย่าไปคิดว่านั่นไม่ใช่งานในความรับผิดชอบ แล้วมัวแต่ปฏิเสธหัวชนฝา เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส น่ะ เคยได้ยินไหม

18. ทำงานเป็นทีม แสดงให้เจ้านายเห็นเลยว่า คุณกับเพื่อร่วมงานมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน เวลาที่ใครติดขัดอะไรคุณก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเพื่อให้ถึงเป้าหมายด้วยกันเร็วๆ นี่แหละการทำงานเป็นทีมที่ทุกบริษัทต้องการ

19. พักบ้าง จริงอยู่ความมุ่งมั่นเป็นเรื่องดี แต่หากถึงขั้นหมกมุ่นก็ทำให้เสียสมองได้เหมือนกัน หาเวลาพักเติมพลังงานหรือมุมมองใหม่ๆให้ชีวิตเป็นเรื่องควรทำ เพราะคนเราไม่ใช่หุ่นยนต์

20. ทำงานเพราะ มีใจ และ มีไฟ อย่าทำไปเพียงเพราะต้องการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งหรือมีเงินใช้ไปวันๆ เพราะผลงานที่ออกมาสะท้อนตัวตนและสิ่งที่คุณคิดอยู่ดี แม้บางทีคุณอาจไม่รู้ตัวก็ตาม

5 สิ่งไม่ควรทำในเรื่องเซ็กซ์

5 สิ่งไม่ควรทำในเรื่องเซ็กซ์

1.อย่ามีเซ็กซ์กับแฟนเก่า มัน มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนคนนั้นเป็นอดีตของคุณ และการมีสัมพันธ์ทางกายกันอีกครั้งอาจทำให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับคืนมา ซึ่งอาจทำให้คุณสับสนและตัดสินอะไรผิดพลาดจนทำให้เสียใจในภายหลัง

2.อย่าเผยจำนวนคู่นอนของคุณ มัน ไม่มีข้อดีอะไรเลยในการแบ่งปันข้อมูลเรื่องนี้ ไม่ว่าคุณจะรักผู้ชายคนนั้นมากแค่ไหน มันมีแต่จะทำให้เกิดความหึงหวงและการคาดเดาไปต่างๆ นานาซึ่งไม่เป็นผลดีกับคุณ

3.อย่าให้ผู้ชายถ่ายรูปคุณตอนเปลือยกาย เพราะ ถ้าคุณทำเขาอกหัก เขาอาจเอารูปเก่าๆ ของคุณไปใส่ในอินเทอร์เน็ตก็ได้ หรือแม้กระทั่งลืมทิ้งไว้ที่ไหนโดยไม่ได้ตั้งใจ และมีคนอื่นเห็น ไม่ว่าตอนนั้นมันจะฟังดูสนุกแค่ไหน ลองนึกถึงในอนาคตเมื่อมีคนไปเจอเข้าก็แล้วกันว่า มันจะทำให้คุณปวดใจขนาดไหน

4.อย่าเชื่อเวลาที่เขาบอกว่าจะออกมาหลั่งข้างนอก ถ้าคุณยังไม่พร้อมสำหรับการมีลูก มีวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยมากกว่านี้ เพราะสเปิร์มของเขาอาจหลุดรอดออกมาได้ก่อนที่เขาจะหลั่งด้วยซ้ำ

5.อย่าได้พูดถึงสิ่งที่คู่รักเก่าเคยทำมาก่อน ส่วน ใหญ่แล้วคนเราก็แค่ไม่ชอบที่จะได้ยินว่าคู่รักเก่าของเขาหรือเธอเคยทำอะไร ด้วยกันมาก่อน มันทำให้เจ็บปวด และอาจทำให้เขาระแวงว่าจะทำได้ไม่ดีเท่าจนหมดอารมณ์ได้ง่ายๆ

5 สิ่งต้องห้าม ทำตามหนังเอ็กซ์

1. อย่าโยกเข้าออกถี่ๆ
เพราะหนังเอ็กซ์ต้องการปลุกเร้าให้คนดูเกิดอารมณ์เอ็กซ์สุดๆ กล้องจึงต้องจับภาพนักแสดงชายขณะร่วมรักกับฝ่ายหญิง โชว์พลังอึด โยกเข้าออกถี่ๆ พร้อมแสดงสีหน้าว่า กำลังเห็นสวรรค์อยู่รำไร วิธีการนี้ กูรูเซ็กซ์เตือนว่า การโยกถี่ๆ อาจทำให้น้องชายและน้องสาวเกิดอาการชา จนไปไม่ถึงจุดสุดยอด เสียเรี่ยวแรงกันเปล่าๆ
ข้อสำคัญ ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบให้แฟนหนุ่มโถมร่างทับบนตัวเธอและหนีบขาเธอไว้ แล้วโยกเข้าออก เร็วสลับช้า หรือหมุนเป็นเลข 8 สลับไปมาสักพัก เธอก็จะซี้ดซ้าด และถึงไคลแมกซ์ได้ง่ายๆ

2. อย่าใส่เกียร์โหด
ดาราสาวในหนังโป๊ มักมีความทรหดอดทน รับได้ทุกท่วงท่าลีลาของฝ่ายชาย นั่นเป็นเพราะพวกเธอคือมือโปร แถมบางคนยังรู้สึกสนุกกับลีลาเมกเลิฟที่ดูเถื่อนๆ เวอร์ๆ เพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนดูซะด้วยแต่สาวของคุณอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้น หากคุณไปกดหัวเธอทิ่มลงตรงหว่างขาคุณ ขณะเธอกำลังทำออรัลเซ็กซ์ให้ หรือตีก้นเธออย่างแรง ขณะอยู่ในท่าด็อกกี้ หรือสัมผัสเธออย่างหนักหน่วง กระแทกกระทั้น นั่นอาจทำให้เธอเจ็บจนหมดมู้ด แถมมีเคืองตามมา เรื่องนี้ กูรูเซ็กซ์แนะว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่บอบบาง คุณจึงควรสัมผัสเธออย่างอ่อนโยน ยกเว้นเธอจะเข้าขั้นมือโปรแล้วและส่งซิกว่าชอบซาดิสต์นิดๆ คุณจึงค่อยใส่เกียร์โหด จัดหนัก เต็มสูบ ให้ถึงใจเธอไปเลย

3. อย่าแสดงลีลารักแบบเดิมๆ
อย่ามัวทำตามในหนังที่นักแสดงมักโอเวอร์แอ็กติ้งเพื่อบิลด์อารมณ์ เพราะการเมกเลิฟที่ดีนั้น คุณจำเป็นต้องมีอารมณ์ร่วมไปกับสาวคนรักด้วย นั่นคือ ทำในสิ่งที่เธอชอบและคุณก็รู้สึกดีๆ ด้วยเช่นกัน แต่อย่าคิดว่า ถ้าทำเหมือนครั้งก่อน เธอจะตอบสนองเหมือนเดิม จะบอกอะไรให้…ผู้หญิงก็เหมือนสายลม ที่เปลี่ยนทิศทางได้ง่าย คุณเดาใจเธอไม่ถูกหรอก
ทางที่ดีแล้ว กูรูเซ็กซ์บอกว่า สิ่งที่ควรทำคือกอดจูบลูบไล้บริเวณที่เป็นจุดปลายเส้นประสาท เช่น ริมฝีปาก หัวนม แผ่นหลัง ต้นขาด้านใน ฯลฯ ที่สร้างความวาบหวิว และที่สำคัญ รู้จักนำลีลารักใหม่ๆ มาใช้บ้าง เพื่อหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ

4. อย่าหลั่งน้ำรักบนกายเธอ
ฉากไคลแมกซ์ในหนังเอ็กซ์ที่กระชากอารมณ์คนดูสุดๆ คือ นักแสดงชายพ่นน้ำรักกระจายทั่วเรือนร่างสาวคู่ขานั้น โปรดอย่านำมาใช้กับสาวตัวจริงของคุณ เพราะในชีวิตจริง ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ตัวเธอเป็นที่ปลดปล่อยน้ำกามของชายคนรักหรอกจะบอกให้ ข้อนี้ กูรูเซ็กซ์ฟันธงว่า ควรถามความสมัครใจของเธอก่อน หากเธอยินยอมพร้อมใจ คุณก็หลั่งตรงบริเวณปลอดภัยที่เธอรับได้ เช่น หน้าท้อง ทรวงอก แผ่นหลัง เป็นต้น ส่วนบริเวณช่องสวรรค์ แก้มก้น ใบหน้า และผม ต้องรอให้เธอไฟเขียวก่อน

5. อย่าสำรวจทุกซอกมุม
ผู้หญิงมักมีสติรู้ตัวตลอดเวลา แม้กำลังเสพสุขอยู่ก็ตาม ดังนั้น หากคุณคิดเลียนแบบดาราชายในหนังโป๊ ที่ชอบใช้ทั้งมือและสายตาลูบคลำสำรวจตรวจสอบทุกซอกมุมของสาวคู่นอนแบบเปิดเผย เช่น แหวกแก้มก้นมาดู มันอาจทำให้เธอเขินอาย หรือเสียเซลฟ์ จนอารมณ์รักดับวูบในทันที

6 ตัวอย่างความล้มเหลวของคนดัง

6 ตัวอย่างความล้มเหลวของคนดัง

1.ไมเคิล จอร์แดน : หลังจากไม่ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียน เขากลับบ้าน ล็อคประตู แล้วก็ร้องไห้

2.วงบีเทิลส์ : ถูกปฏิเสธจากสตูดิโอ เด๊กก้า ที่บอกพวกเขาว่า "เราไม่ชอบเสียงพวกเขา … พวกเขาไม่มีอนาคตในธุรกิจบันเทิงหรอก"

3.เอ็มมิเน็ม : เรียนไม่จบมัธยม ติดยา และฐานะยากจน และเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วหลายหนแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

4.สตี๊ฟ จ๊อบส์ : ในวัย 30 ปี เขาเศร้าโศรกและหดหู่จากการถูกถอดถอนออกจากบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเอง

5.วอลท์ ดิสนีย์ : โดนไล่ออกจากสำนักหนังสือพิมพ์จากการที่ "ไม่มีจินตนาการ และ ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง"

6.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ : ไม่สามารถพูดได้จนกระทั่งอายุเกือบ 4 ขวบ และบรรดาอาจารย์ของเขาพูดว่า "เขาคงทำอะไรไม่ได้มากนัก"

7 วิธีสร้างสุขให้ตนเอง

7 วิธีสร้างสุขให้ตนเอง

1.ตั้งเป้าหมายให้ถูก
คนเราต่างมีความสุขมากขึ้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งที่มีความสำคัญต่อตนเอง แต่เรากลับมักหลงลืมสิ่งที่สำคัญต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคนสำคัญ การงาน เราควรตั้งเป้าสิ่งที่ทำ จะให้ดีก็เรียงลำดับความสำคัญว่าต้องให้ความสำคัญกับสิ่งใดก่อนหลังด้วย แล้วจะจิตใจมั่นคงขึ้น และนำความสุขมาให้

2.ลงตารางเวลา
หากคุณวิตกกังวลเรื่องของเวลา ลองจัดตารางสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง ทุกอย่างไม่ได้ต้องเสร็จลงเดี๋ยวนี้ เรื่องบางเรื่องคอยก่อนได้ อาจจะประวิงไว้ก่อน แล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำบางเรื่องจากที่เราเคยเคร่งเครียดเป็นกังวลว่ามือมีเพียงสองจะไม่ทัน ก็กลับกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่จัดการได้ในเวลารวดเร็ว

3.มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน
อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แต่ละช่วงเล็กๆ ที่มีความสุขในแต่ละวันมีความสำคัญมากทีเดียว อาทิ มีความสุขไปกับเสียงลูกหัวเราะ สัมผัสขนนุ่มของสัตว์เลี้ยง กลิ่นสะอาดของอากาศ ฟ้างาม หรือฟังธรรม สะสมช่วงเวลาดีๆ ของวันที่มีความสุข แล้วความสุขก็จะเพิ่มพูนได้ง่ายๆ

4.เข้านอนให้เร็ว
ชีวิตที่วุ่นวายของพวกเราบ่อยครั้งการนอนคือสิ่งแรกที่เรายอมสละ แต่การนอนเป็นความต้องการพื้นฐานของร่างกาย หากเราเหนื่อยล้า จะเคร่งเครียด แต่เมื่อได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ กลับจะมีความสุขขึ้นได้ง่ายๆ เพราะมีพลังเต็มที่ในการดำรงชีวิต ลองกำหนดเวลานอนให้เป็นเวลาทุกวัน จะให้ดีไม่ควรหลังสี่ทุ่มแล้วร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ

5.ทำดีก็มีความสุขแล้ว
การทำดีต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่คนแปลกหน้า อย่างให้ทาน ทำดีๆ ต่อผู้อื่น เชื่อฟังพ่อแม่ ใส่บาตร แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เมื่อทำแล้วใจจะเบา สบาย สุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในนาทีนั้นทีเดียว

6.เลิกคิดให้มากเกิน
เคยได้ยินไหมคะที่ว่าคนทุกวันนี้เป็นทุกข์เพราะความคิด เรื่องไม่ต้องคิดก็เก็บมาคิด อนาคตยังมาไม่ถึงก็หวาดไปก่อน ฉะนั้นเมื่อมีความคิดที่เป็นทุกข์ อย่าไปคิดต่อ เลิกความคิดนั้นเสีย หันไปทำอย่างอื่น อ่านหนังสือที่ชอบ เล่นกับสัตว์เลี้ยง ออกกำลังกาย อะไรก็ได้ที่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขซึ่งจะทำให้ความสนใจของเราไปจดจ่อ แล้วความสุขจะมาเยือนได้ง่ายๆ

7.ฝึกใจ
มีคำกล่าวว่าใจเรานี้เป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน และใจก็เป็นที่ตั้ง บ่อเกิดของทุกสิ่งในชีวิตเรา จิตใจเราจึงต้องได้รับการฝึกให้ใจ “ดี” ด้วย มีการศึกษาว่าคนที่ฝึกใจอย่างโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น เป็นคนที่มีความสุข แข็งแรง แถมยังรับมือกับความเครียดได้มากกว่าคนที่ไม่ใส่ใจฝึก ประเทศไทยก็เป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยความรู้เรื่องการฝึกใจ ลองดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายในใจเราเอง

6 วิธีแก้ไขล่มปากอ่าว

6 วิธีแก้ไขล่มปากอ่าว

1.ระหว่างร่วมรัก ชะลอการหลั่งด้วยแอลกอฮอล์
ดื่มน้อยๆ แต่พองาม จะช่วยให้คุณมีความทนทานเพิ่มขึ้นได้ ย้ำว่าเล็กน้อยเท่านั้นนะครับ อย่าให้ถึงขั้นเมาเป็นอันขาด เพราะผู้หญิงไม่ได้ชอบร่วมรักกับคนเมาขาดสติ (อาจจะยกเว้นในกรณีที่เธอเองก็มีอาการเมาเหมือนกัน) และที่สำคัญกลิ่นแอลกอฮอล์ที่แรงเกินไปจะพานทำให้เธอหมดอารมณ์ได้ง่ายๆ

 2.จัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเริ่มรัก
แม้ว่าคุณอาจไม่รู้และไม่ได้เตรียมตัวสำหรับศึกครั้งนี้มาก่อน ก็อย่าอายที่จะบอกขอเวลานอกเธอเพื่อไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยสักครู่ ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของชายหลั่งไวทุกคน เพราะมักจะไม่กล้าบอกเธอ กลัวว่าเธอจะดูแคลนหรืออาจทำให้เกมรักสะดุดและเธอจะพลอยหมดอารมณ์เอาได้ แต่เชื่อเถอะครับว่าการเสียจังหวะในช่วงแรกเล็กน้อย ดีกว่าต้องเสียอารมณ์เมื่อคุณเขื่อนแตกไม่เป็นท่าในตอนท้ายเยอะครับ

3.ทำใจให้วอกแวก
วอกแวกในที่นี้ไม่ใช่ให้คุณวอกแวกไปหาผู้หญิงคนอื่นนะครับ แต่เป็นการจินตนาการถึงเรื่องอื่นๆ เพื่อพาจุดสนใจของคุณออกไปจากกิจกรรมตรงหน้าไปก่อน เพื่อลดความตื่นเต้น แต่ละคนอาจจะมีเรื่องที่ดึงความสนใจได้ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะคิดถึงหน้าเจ้านายสุดเนี้ยบ งานมหาศาลที่ยังทำไม่เสร็จ อาจารย์ฝ่ายปกครองสุดโหดสมัยเรียนมัธยม สัตว์เลี้ยงแสนรักที่มาด่วนจากไป หรืออาจจะนึกถึงบางอย่างเช่น ร้องเพลงที่ชอบในใจ (ควรเป็นเพลงช้าๆ สบายๆ จะเหมาะกว่าเพลงร็อคที่มีจังหวะรุกเร้าดุดัน) ท่องสูตรคูณ หรือสารพัดวิธีที่จะช่วยดึงความสนใจให้คุณออกมาจากตรงนั้นได้ ถ้ายังไม่ได้ผล ลองสวดมนต์ดูเลยเป็นไงครับ อาจจะดูไม่ค่อยเหมาะสมกับกิจกรรมที่ทำเท่าไหร่ แต่หลายคนที่เคยใช้วิธีนี้ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีนี้แหละ ใช่เลยที่สำคัญ อย่าเผลอจินตนาการในแง่ลบจนเกินไปนัก ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ความสนใจคุณหดหู่ หรือเตลิดไปไกลจนไม่สามารถดำเนินเกมรักต่อไปก็ได้นะครับ


4.อย่ากดดันตัวเอง
ความคิดตั้งต้นอันแรงกล้าที่ว่าจะต้องทำให้พอใจที่สุด จะต้องทำให้เธอไปถึงจุดไคลแม็กซ์ให้ได้ จะกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้คุณไม่สามารถควบคุมการหลั่งได้อย่างใจคิด ในขณะที่การร่วมรักด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติจะช่วยให้สามารถควบคุมการหลั่งได้ดีกว่า เช่นเดียวกับเวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรมากๆ แล้วมักจะพลาดอยู่เสมอนั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปซีเรียสให้มากนัก เพราะอย่างที่เคยย้ำแล้วย้ำอีกว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้หญิงต้องการหาใช่นักรักตัวฉกาจที่มีลีลาเด็ดดวง แต่เป็นนักรักที่มีความจริงจังมอบให้เธออย่างแท้จริงเท่านั้น

5.ตัวช่วยนอกสังเวียน
ใช้ถุงยางที่หนาขึ้น จะช่วยลดการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศลงไปได้ในระดับหนึ่ง เครื่องมืออีกอย่างหนึ่งคือ Cock Ring หรือแหวนรัดองคชาต Cock Ring ใช้สวมโคนอวัยะเพศเพื่อจำกัดการไหลเวียนโลหิตให้น้อยลง (เหมือนเราเอาหนังยางมารัดที่ปลายนิ้ว) ทำให้น้องชายรู้สึกชา ตื่นตัวอยู่ได้ยาวนานขึ้น สุดท้ายคือ ใช้ยาชะลอการหลั่ง เน้นว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องผ่านการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น ยาชะลอการหลั่งนี้จะเข้าไปปรับระดับเซโรโทนินและโดพาไมน์ซึ่งเป็นตัวกำหนดเวลาในการหลั่งของท่านชาย แต่แนะนำให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายนะครับ เพราะมีรายงานระบุว่าผู้ที่ใช้สารเหล่านี้ช่วยมากๆ มีโอกาสที่จะเสพติดสารเหล่านี้ได้เช่นกัน

6.อาหารเสริม
ต้องแยกให้ออกก่อนว่าการยืดระยะเวลาในการหลั่งเป็นคนละเรื่องกับการกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ เพราะฉะนั้นอาหารเสริมราคาแพงต่างๆ ทั้งโสม หอยนางรมสด ม้า/ช้างกระทืบโรง ตัวเดียวอันเดียวเสือ นอแรด เขากวางอ่อน กระชายดำ และอีกสารพัดสูตรเท่าที่จะพอหามาได้ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับเรื่องนี้ เพราะหากคุณเป็นคนที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนกเขาไม่ขัน การได้รับการกระตุ้นจากอาหารเสริม สมรรถภาพทางเพศอาจส่งผลให้คุณหลั่งไวขึ้น เพราะ ร่างกายของคุณมีความตื่นตัวมากเกินไปจากการได้รับการกระตุ้นที่เกินจำเป็น

via: mthai.com